นี่เป็นการเยือนประเทศไทยครั้งแรกของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศเวียดนามภายหลังการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสมัยที่ 14 นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นประเทศแรกในการเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆในอาเซียน ของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ซึ่งประจวบกับโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ ซึ่งตรงกับวันที่ 6 สิงหาคม
การเยือนครั้งนี้เป็นโอกาสเพื่อให้ผู้นำสูงสุดของทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างโอกาสใหม่ และแรงผลักดันใหม่เพื่อนำความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ซึ่งสถาปนาเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2025 ให้พัฒนาอย่างลึกซึ้งและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
กระชับความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านให้ลึกซึ้งมากขึ้น
เวียดนามและไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ร่วมกันในการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และส่งเสริมการพัฒนาของภูมิภาค ความสัมพันธ์ทวิภาคีได้รับการยกระดับผ่านการเยือนระดับสูง กลไกความร่วมมือทวิภาคี และเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีเติบโตอย่างเข้มแข็ง นอกจากนี้ ความร่วมมือด้านวัฒนธรรม การศึกษาและการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศก็พัฒนาอย่างเข้มแข็ง ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมความเข้าใจและความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
ในสภาวการณ์ดังกล่าว การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ได้รับการคาดหวังว่า จะสร้างแรงผลักดันใหม่ให้แก่ความร่วมมือระหว่างเวียดนามกับไทย ก่อนการเยือนครั้งนี้ นาย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยยืนยันว่า
“ในยุคปัจจุบัน การเติบโตต้องยั่งยืน ดังนั้น เราจึงต้องค้ำประกันว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนต้องพัฒนาตามแนวทางที่ยั่งยืน ส่งเสริมการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เมื่อมองไปในอนาคต เราเห็นโอกาสใหม่ๆ มากมายสำหรับความร่วมมือ เนื่องจากทั้งสองประเทศกำลังอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจแห่งสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จะช่วยกำหนดแนวทางให้แก่ความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างสองประเทศในเวลาที่จะถึง”
เช่นเดียวกับความเห็นนี้ นาย ฝ่ามเหวียดหุ่ง เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทยเผยว่า ความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านเป็นพื้นฐานสำคัญเพื่อให้เวียดนามและไทยขยายและกระชับความร่วมมือในด้านใหม่ๆ ต่อไปในอนาคต
“นอกจากด้านดั้งเดิมที่เป็นเสาหลักของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ เช่น การลงทุน การค้าและการท่องเที่ยวแล้ว ทั้งสองประเทศยังแลกเปลี่ยนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหาความมั่นคงด้านพลังงาน และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจทางทะเล การประมง พลังงานสีเขียว พลังงานสะอาด และการค้ำประกันความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ทั้งสองประเทศ”
ในกรอบการเยือนครั้งนี้ เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เช่น พิธีฉลองครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเวียดนาม-ไทย การเจรจากับนายกรัฐมนตรีไทย เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พบปะกับประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในฟอรั่มสถานประกอบการเวียดนาม-ไทยที่มีสถานประกอบการของทั้งสองประเทศราว 300 แห่งเข้าร่วม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญและความมุ่งมั่นทางการเมืองของทั้งสองฝ่ายในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในเวลาที่จะถึง
สารสำหรับภูมิภาคอาเซียน
การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ยังเป็นการส่งสารเกี่ยวกับบทบาทของเวียดนามและไทยในการส่งเสริมประชาคมอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียวและพึ่งตนเอง นาย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยแสดงความเห็นว่า
“อาเซียนกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเชิงยุทธศาสตร์ เราได้ประสบความสำเร็จมากมายในอดีต แต่ก็กำลังต้องเผชิญกับความท้าทายต่าง เราจำเป็นต้องเสริมสร้างความสามัคคีและบทบาทเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ไทยและเวียดนามมีทัศนะเช่นกันเกี่ยวกับภูมิภาคและอาเซียน ดังนั้น นี่จึงเป็นช่วงที่เราควรส่งเสริมลัทธิความเป็นภูมิภาคภายในอาเซียน ต้องค้ำประกันสันติภาพและความก้าวหน้า รักษาอาเซียนให้เป็น “เขตปลอดภัย” จากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์”
การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างพลังขับเคลื่อนใหม่ให้แก่ความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างสองประเทศเท่านั้น หากยังเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการส่งเสริมอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียว พึ่งตนเองและรักษาบทบาทเป็นศูนย์กลางในโครงสร้างระดับภูมิภาค
ในสภาวการณ์ที่สถานการณ์ในภูมิภาคและโลกมีความผันผวนอย่างซับซ้อน ความสามัคคีและความไว้วางใจระหว่างประเทศสมาชิกจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญเพื่อให้อาเซียนส่งเสริมเสียงพูดร่วมกัน สันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน.
