รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ฝ่ามบิ่งมิงห์ กล่าวปราศรัยในการประชุม (VNA) |
โลกกำลังอยู่ในช่วงเวลา “หัวเลี้ยวหัวต่อในประวัติศาสตร์” โดยการเผชิญหน้า การปะทะและพฤติกรรมที่ละเมิดกฎหมายสากลนับวันรุนแรงมากขึ้น ซึ่งสะท้อนการแข่งขันระหว่างบรรดาประเทศมหาอำนาจและลัทธิฝ่ายเดียว ควบคู่กันนั้น ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและความท้าทายด้านความมั่นคงที่เกิดใหม่ก็คุกคามต่อการคงอยู่ของมนุษย์ ทำลายความพยายามปฏิบัติเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหัสวรรษของสหประชาชาติหรือ SDG
ในสภาวการณ์ดังก่าว ในการประชุมระดับสูงครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ามบิ่งมิงห์ ได้ย้ำว่า ประชาคมโลกควรมีการเปลี่ยนแปลงในขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับความคิดและวิธีการเข้าถึงปัญหาระดับโลก โดยต้องถือมนุษย์เป็นศูนย์กลางในความพยายามเพื่อการพัฒนาทุกครั้ง
ให้ความสำคัญต่อความสามัคคีและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อร่วมกันรับมือความท้าทายต่างๆ
รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ามบิ่งมิงห์ กล่าวว่า ในความเป็นจริง ความสามัคคีและความร่วมมือระหว่างประเทศคือกุญแจที่สำคัญเพื่อฟันฝ่าความท้าทายต่างๆ โดยเสนอให้ทุกประเทศต้องยุติการเผชิญหน้าและความเห็นแก่ได้ เพื่อผลักดันลัทธิพหุภาคีและความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเปิดกว้าง ครอบคลุม ยุติธรรมและได้รับประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งตามนั้น กฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายสากลต้องได้รับความเคารพ โดยเฉพาะต้องให้ความเคารพเอกราช อธิปไตย บูรณะภาพแห่งดินแดนของทุกประเทศและใช้สันติวิธีเพื่อแก้ไขการพิพาทต่างๆ พร้อมทั้งกำหนดกลไกพหุภาคีที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพควบคู่กับบทบาทการเป็นศูนย์กลางของสหประชาชาติ ผลักดันความสัมพันธ์หุ้นส่วนในทั่วโลก โดยองค์กรระดับภูมิภาคมีบทบาทสำคัญในการรับมือความท้าทาย รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ามบิ่งมิงห์ ยังย้ำว่า บรรดาประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังพยายามสร้างสรรค์ประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็ง สามัคคี มีบทบาทเป็นศูนย์กลางในโครงสร้างความมั่นคงของภูมิภาคและขยายความร่วมมือกับหุ้นส่วนต่างๆ ยกย่องความพยายามของอาเซียนเพื่อแสวงหามาตรการแก้ไขปัญหาต่างๆในภูมิภาคอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะต้องธำรงสันติภาพ เสถียรภาพ ความมั่นคงและความปลอดภัยในการเดินเรือในทะเลตะวันออก โดยทุกฝ่ายต้องแก้ไขการพิพาทด้วยสันติวิธี ให้ความเคารพกระบวนการทางนิตินัยและการต่างประเทศตามกฎหมายสากล กฎบัตรสหประชาชาติและอนุสัญญาของสหประชาชาติเกี่ยวกับกฎหมายทางทะเลปี 1982
เวียดนามให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อบทบาทของกลไกพหุภาคีต่างๆ รวมทั้งสหประชาชาติ
ในการประชุมครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ามบิ่งมิงห์ ได้อ้างคำกล่าวของประธานสมัชชาใหญ่สหประชาชาติสมัยที่ 32 Lazar Mojsor ว่า “การที่เวียดนามเข้าเป็นสมาชิกของสหประชาชาติเป็นก้าวเดินที่สำคัญเพื่อเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงในทั่วโลก” พร้อมทั้งยืนยันว่า ข้อสังเกตดังกล่าวยังคงทรงคุณค่าตลอดกาล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามของเวียดนามในการธำรงสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ส่งเสริมการเข้าร่วมกิจกรรมรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ ผลักดันวิธีการเข้าถึงที่เท่าเทียมและสร้างสรรค์ แสวงหามาตรการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน เพื่อผลประโยชน์ของทุกประเทศสมาชิก เวียดนามผลักดันความเข้าใจและความเคารพระหว่างกัน ความร่วมมือ การสนทนาในสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติและมีความประสงค์ที่จะได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสภาสิทธิมนุษยชนวาระปี 2023-2025

