ในตลอด 36 ปีที่ผ่านมา เวียดนามได้มุ่งมั่นบังคับใช้กฎหมายสากลและแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่เข้มแข็งในการเป็นผู้สร้างสรรค์ เดินหน้ามีส่วนร่วมกำหนดมาตรฐานและกลไกพหุภาคีเพื่ออนาคตของคนรุ่นใหม่

ในตลอดกว่า 3 ทศวรรษนับตั้งแต่การให้สัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก หรือ CRC เวียดนามได้ยืนยันการเป็นสมาชิกที่มีความรับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นคำมั่นในการประชุมระหว่างประเทศและงานด้านนิติบัญญัติเพื่อมุ่งมั่นสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เท่าเทียมกันและพัฒนาในรอบด้านสำหรับเด็กท่ามกลางความผันผวนต่างๆ

มีส่วนร่วมกำหนดมาตรฐานระดับโลก

ในฟอรั่มพหุภาคีต่างๆ เวียดนามได้ยืนยันบทบาทที่สำคัญในการอนุมัติความคิดริเริ่มที่สอดคล้องกับยุคสมัย โดยเมื่อปี 2014 เวียดนามได้เสนอและส่งเสริมการอนุมัติมติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกับสิทธิของเด็กต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดยเฉพาะในการเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติวาระปี 2020-2021 เวียดนามได้มีส่วนร่วมที่สำคัญในการปกป้องกลุ่มเปราะบางมากที่สุดผ่านการจัดการประชุม Arria ครั้งแรกเกี่ยวกับปัญหาเด็กที่ไม่ได้รับการดูแลจากพ่อแม่ในการปะทะ ส่งเสริมการอนุมัติมติที่ 2573 เกี่ยวกับการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงเรียนและโรงพยาบาลเด็ก

ส่วนในระดับภูมิภาค เวียดนามเป็นปัจจัยสำคัญในการเดินหน้ากำหนดนโยบายของอาเซียน เช่น โครงการที่ได้รับความสนใจเป็นอันดับต้นๆของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หรือ AICHR เป็นประธานการสัมมนาระดับภูมิภาคเกี่ยวกับการป้องกันและต่อต้านการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะสตรีและเด็กเมื่อปี 2016 ขยายการเข้าถึงการศึกษาให้แก่เด็กคนพิการเมื่อปี 2017 เดินหน้าปฏิบัติคำมั่นระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด เช่น อนุสัญญาอาเซียนว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ หรือ ACTIP อนุสัญญาที่ 138 และอนุสัญญาที่ 182 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO เกี่ยวกับการขจัดรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้แรงงานเด็ก

แปรคำมั่นให้เป็นการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ความมุ่งมั่นของเวียดนามไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นผ่านคำมั่นทางการเมืองเท่านั้น หากถูกแปรให้เป็นผลการปฏิบัติเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม โดยหลังจากเสร็จสิ้นเป้าหมายการการพัฒนาแห่งสหัสวรรษก่อนกำหนด เวียดนามกำลังก้าวไปสู่การปฏิบัติระเบียบวาระการประชุมปี 2030โดยเฉพาะการเสร็จสิ้นเป้าหมายการศึกษาภาคบังคับระดับประถมศึกษาและลดอัตราการตายของทารกแรกเกิดและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

หนึ่งในนิมิตหมายสำคัญในการปฏิบัติอนุสัญญาที่ 182 ของ ILO ในตลอด 25 ปีคือเวียดนามได้ลดอัตราแรงงานเด็กจากร้อยละ 9.1 เมื่อปี 2018 ลงเหลือร้อยละ 3.5 เมื่อปี 2023 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทัศนะที่เสมอต้นเสมอปลายเกี่ยวกับการพัฒนาของเวียดนามคือการขยายตัวทางเศรษฐกิจต้องดำเนินการพร้อมๆกับความยุติธรรมทางสังคมและการปกป้องกลุ่มเปราะบางมากที่สุด โดยนาง Silvia Danailov หัวหน้าสำนักงานตัวแทนกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ UNICEF ประจำเวียดนามได้ประเมินว่า

“เวียดนามได้บรรลุความคืบหน้าที่เข้มแข็ง โดยการลงทุนด้านสาธารณสุข การศึกษาและการคุ้มครองเด็กได้ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงบริการของเด็กในเขตทุรกันดารและเขตที่อยู่ห่างไกลความเจริญ นอกจากนี้ เวียดนามได้ปรับปรุงระบบกฎหมายให้มีความสมบูรณ์เพื่อปกป้องเด็กบนโลกไซเบอร์”

ท่ามกลางความท้าทายใหม่ในยุคดิจิทัล เวียดนามได้เร่งระบุปัญหาการคุ้มครองเด็กบนโลกไซเบอร์ในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคและโลก โดยเวียดนามและประทศสมาชิกอาเซียนได้อนุมัติปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการปกป้องเด็กจากการแสวงหาประโยชน์และการล่วงละเมิดทางเพศในรูปแบบออนไลน์เมื่อปี 2019 อีกทั้งดำเนินแผนการปฏิบัติเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการปกป้องเด็กบนโลกไซเบอร์ โดยในพิธีเปิดการรณรงค์เดือนปฏิบัติการเพื่อเด็กปี 2026ในหัวข้อ “เด็กมีความสุข ปลอดภัยและก้าวไปสู่ยุคดิจิทัลด้วยความมั่นใจ” รองประธานประเทศ หวอถิแอ๊งซวน ได้ย้ำว่า

“ต้องเดินหน้าช่วยเหลือ แนะนำและค้ำประกันความปลอดภัยให้แก่เด็กเวียดนาม 26 ล้านคนบนโลกไซเบอร์ ซึ่งการอบรมทักษะดิจิทัลและทักษะชีวิตบนโลกไซเบอร์ให้แก่เด็กเป็นสิ่งจำเป็น ในเวลาข้างหน้า ต้องเน้นปฏิบัติมาตรการคุ้มครองเด็กบนโลกไซเบอร์อย่างพร้อมเพรียงและครบถ้วน”

ในสภาวการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การปะทะและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล เวียดนามได้แสดงให้เห็นถึงความเสมอต้นเสมอปลายในการค้ำประกันให้เด็กทุกคนได้ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย ได้รับการคุ้มครองและมีโอกาสพัฒนาในทุกด้าน.