เช้าวันที่ 17 กันยายน ณ สำนักงานคณะกรรมการกลางพรรคในกรุงฮานอย ได้มีการจัดการประชุมครั้งที่ 2 ของคณะกรรมการชี้นำการสรุป 100 ปีที่พรรคชี้นำการปฏิวัติเวียดนาม การกำหนดทิศทางการชี้นำเพื่อการพัฒนาประเทศในอีก 100 ปีข้างหน้า และการสรุปผล 40 ปีการปฏิบัติตามหลักนโยบายสร้างสรรค์ประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่สังคมนิยม
เมื่อย้อนมองประวัติศาสตร์เวียดนามในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จะเห็นได้ว่า ความปรารถนาอันแรงกล้าในการช่วงชิงเอกราชปรากฏอยู่อย่างเข้มแข็งมาโดยตลอด แต่ปัญหาด้านแนวทางในการกอบกู้ประเทศยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งในบริบทดังกล่าว การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ปี 1930 จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญยิ่ง
คุณค่าหลัก
จากองค์กรที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นและต้องดำเนินงานภายใต้สภาวะที่ถูกปราบปรามอย่างรุนแรง พรรคได้ค่อยๆสร้างองค์กรและพัฒนากำลังของตน โดยเส้นทางดังกล่าวมีความผูกพันกับบทบาทของท่าน เหงวียนอ๊ายก๊วก ซึ่งก็คือประธานโฮจิมินห์ ที่ได้เตรียมความพร้อมมาเป็นเวลานานทั้งในด้านการเมือง แนวคิด และองค์กร เพื่อวางรากฐานสำหรับการก่อตั้งพรรคการเมืองปฏิวัติในเวียดนาม ดร. เหงวียนวันด๊าง จากสถาบันการเมืองรัฐศาสตร์แห่งชาติโฮจิมินห์ กล่าวว่า
“เมื่อสรุป 100 ปีที่พรรคชี้นำขบวนการปฏิวัติเวียดนาม ตลอดจนการพัฒนาประเทศในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงใหม่ จะเห็นได้ว่าบทบาทของประธานโฮจิมินห์ รวมถึงบทบาทของพรรคเป็นสิ่งที่ไม่อาจทดแทนได้ โดยบทบาทของพรรคที่มีต่อผลประโยชน์ของประชาชาติ นั่นคือเอกราชประชาชาติ การรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียว การเปลี่ยนแปลงใหม่ประเทศในฐานะประเทศที่มีอธิปไตยและมีบทบาทในเวทีโลก ประเด็นเหล่านี้คือสิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามยึดมั่นมาโดยตลอดในการชี้นำกระบวนการต่อสู้ปฏิวัติ การรวมประเทศเป็นเอกภาพและการพัฒนาประเทศในตลอดเกือบหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา”
เมื่อพิจารณาตลอดกระบวนการดังกล่าว จะเห็นได้ว่าหนึ่งในจุดเด่นสำคัญคือการเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายเอกราชประชาชาติกับแนวทางก้าวไปสู่สังคมนิยม ตลอดจนระหว่างแนวทางการปฏิวัติกับการระดมแหล่งพลังของประชาชน นาย บุ่ยวันแถก รองเลขาธิการประจำสภาทฤษฎีส่วนกลาง ประเมินว่า
“ดอกผลที่พรรคได้บรรลุในตลอด 100 ปีแห่งการชี้นำการปฏิวัติถือเป็นปาฏิหาริย์ครั้งประวัติศาสตร์ โดยพรรคได้นำประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมกึ่งศักดินาพัฒนาเป็นประเทศที่ทันสมัย มีความมั่งคั่งและสวยงาม และปัจจุบันมีระดับรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง นำประชาชนเวียดนามจากสถานะของผู้ถูกกดขี่และอยู่ภายใต้การปกครองแบบอาณานิคม มาเป็นพลเมืองของประเทศกำลังพัฒนา ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่อิ่มหนำผาสุก”
ส่วนนาย Amiad Horowitz สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์สหรัฐ กล่าวว่า
“การเติบโตทางเศรษฐกิจช่วยสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และเปิดโอกาสให้แก่การผสมผสานเข้ากับกระแสโลก ปัจจัยทั้งสามประการนี้ดำเนินไปควบคู่กันมาโดยตลอด และพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในฐานะผู้นำประเทศได้ชี้นำเพื่อตอบสนองทั้งสามด้านและให้พัฒนาไปพร้อมกัน สนับสนุนกันและมีส่วนต่อการพัฒนาประเทศ”
มองเห็นประเด็นใหม่เพื่อพัฒนาประเทศ
ในตลอดเส้นทางเกือบ 100 ปีที่พรรคชี้นำการปฏิวัติ ได้มีการสรุปบทเรียนหลายประการที่สะท้อนถึงกฎเกณฑ์ของการพัฒนาจนกลายเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าสำหรับช่วงการปฏิวัติระยะใหม่ โดยหนึ่งในบทเรียนดังกล่าวคือการยึดมั่นในเป้าหมายเอกราชประชาชาติควบคู่กับการก้าวไปสู่สังคมนิยม ซึ่งเป็นเข็มทิศนำทางที่ค้ำประกันการพัฒนา ซึ่งทุกแนวทางและนโยบายของพรรคล้วนมุ่งค้ำประกันสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายและความชอบธรรมของประชาชน ส่งเสริมบทบาทเป็นแกนหลักของประชาชนในกระบวนการพัฒนาและในการตัดสินใจทุกปัญหา
เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงการพัฒนาใหม่ วิสัยทัศน์การพัฒนาระยะ 100 ปีข้างหน้าระบุว่า เวียดนามต้องมุ่งดำเนินการตามเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างเป็นระบบ ได้แก่ การสร้างนิติรัฐสังคมนิยมของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ให้มีความทันสมัย กระทัดรัด มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน เดินหน้าแก้ไขอุปสรรค ระดมและใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังเพื่อการพัฒนาอย่างเต็มที่ ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านสีเขียว การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีพื้นฐาน พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากศักยภาพของชาวเวียดนามให้ได้สูงสุด ซึ่งเสาหลักเหล่านี้จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ศาสตราจารย์ หวูมิงห์ ยาง อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติฮานอย กล่าวว่า
“เพื่อบรรลุเป้าหมายที่มีความทะเยอทะยานสูงนี้ จำเป็นต้องเสริมสร้างโครงสร้างองค์กรและการชี้นำของพรรค ประการแรก ต้องยึดมั่นในแนวทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ การเปลี่ยนแปลงใหม่จะต้องดำเนินไปอย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น สมาชิกพรรคทุกคน ต้องซึมซับจิตใจแห่งการทำให้ความปรารถนาที่จะสร้างประเทศให้พัฒนาแข็งแกร่งและเจริญรุ่งเรืองกลายเป็นเป้าหมายสำคัญในชีวิต”
เกือบหนึ่งศตวรรษแห่งการชี้นำประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเพียงพอที่จะมองเห็นจุดเปลี่ยน ความสำเร็จ ความท้าทาย ตลอดจนบทเรียนที่สั่งสมผ่านการปฏิบัติจริง ซึ่งการสรุปบทเรียนจากเส้นทางดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานสำหรับการมองเห็นประเด็นใหม่ๆและค้นหาแรงขับเคลื่อนการพัฒนาที่เหมาะสมในช่วงการพัฒนาใหม่.
