นี่ไม่เพียงแต่เป็นการตัดสินใจด้านงบประมาณขนาดใหญ่เท่านั้น หากยังแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ด้านธรรมาภิบาลที่ทันสมัย นั่นคือการใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังอย่างเต็มที่เพื่อไม่ปล่อยให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

โครงการนี้ได้ผนวกรวม 4 โครงการ ได้แก่ การพัฒนาวัฒนธรรม การยกระดับความทันสมัยและคุณภาพการศึกษาและฝึกอบรม การสร้างสรรค์ชนบทใหม่ การแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืนและการพัฒนาพื้นที่ที่มีชนกลุ่มน้อยอาศัยและเขตเขา การดูแลสุขภาพ ประชากรและการพัฒนาและจะดำเนินการทั่วประเทศ โดยเน้นในตำบลและหมู่บ้านที่ประสบความยากลำบากเป็นพิเศษ ชุมชนชนกลุ่มน้อยเขตเขา ชายแดนและหมู่เกาะ

การรวมเป็นโครงการเดียวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเป็นทวีคูณ

จุดก้าวกระโดดของโครงการนี้คือแนวคิดในการบูรณาการ ด้วยการรวม4 โครงการเป้าหมายแห่งชาติเข้าเป็นโครงการเดียวกัน ซึ่งสามารถ

ช่วยแก้ความซ้ำซ้อนของนโยบาย ปัญหาพื้นที่ปฏิบัติทับซ้อน รวมทั้งการกระจายแหล่งพลัง ที่สำคัญกว่าคือ การรวมเป็นโครงการเดียวไม่ได้ลดขอบเขตหรือสิทธิผลประโยชน์ของกลุ่มเป้าหมายใดๆ แต่จะช่วยให้กลไกการบริหารงานมีความกะทัดรัดและยืดหยุ่นมากขึ้น ภารกิจที่กำลังดำเนินการอยู่จะไม่หยุดชะงัก เขตชนกลุ่มน้อย และเขตเขายังคงได้รับความสนใจเป็นอันดับต้นๆในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาการดำรงชีวิต การศึกษา สาธารณสุข วัฒนธรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำเพื่อยื่นเสนอโครงการนี้ต่อสภาแห่งชาติ รัฐบาลได้กำหนดการบริหารจัดการแบบบูรณาการเป็นข้อกำหนดหลัก นายกรัฐมนตรี เลมิงห์ฮึง ได้ย้ำถึงความตั้งใจนี้ว่า

"ต้องมีการประสานงานร่วมกันของทั้ง 4 โครงการเป้าหมายแห่งชาติ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนการพัฒนาร่วมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบอุปสรรค พื้นที่ชนบท เขตเขาและเขตชนกลุ่มน้อย จัดสรรและใช้แหล่งพลังให้ตรงตามเป้าหมาย ตรงกลุ่มเป้าหมาย มุ่งเน้นจุดสำคัญ และค้ำประกันว่า จะไม่ซ้ำซ้อน ไม่กระจัดกระจาย ไม่เกิดการรั่วไหล การใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย หรือการทุจริต และต้องมุ่งมั่นเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินที่ได้รับมอบหมายในปี 2026 ให้ได้ 100%"

การเติบโตทางเศรษฐกิจจะมีความหมายอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อผลการปฏิบัติครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียมกัน ด้วยงบประมาณ 3 หมื่น 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นโยบายได้มุ่งเน้นถึงพื้นที่ยากจน พื้นที่ที่มีชนกลุ่มน้อยอยู่อาศัย ชายแดนและเกาะแก่ง

เป้าหมายเฉพาะเจาะจงถึงปี 2030 ถือเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นนี้ โดยรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรในพื้นที่ชนบทเพิ่มขึ้น 2.5 - 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2020 รายได้ของชนกลุ่มน้อยเท่ากับครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ อัตราครอบครัวยากจนหลายมิติในพื้นที่ชนกลุ่มน้อยและเขตเขาตั้งเป้าลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 10 ประชาชนทุกคนมีสมุดสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ อัตราภาวะทุพโภชนาการในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 15

เป้าหมายเหล่านี้ช่วยลบข้อสงสัยเกี่ยวกับช่องว่างความรวยและความยากจนในกระบวนการพัฒนาตัวเมืองที่ทันสมัยและเป็นการยืนยันว่า รูปแบบการพัฒนาของเวียดนามต่างถือมนุษย์เป็นศูนย์กลางอยู่เสมอ

วิสัยทัศน์ระยะยาวเพื่อยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์และพลังภายในทางวัฒนธรรม

ไม่หยุดอยู่แค่การลดความยากจนแบบเดิม โครงการได้ตั้งวิสัยทัศน์ระยะยาวเพื่อยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์และแหล่งพลังภายในทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสองเสาหลักเพื่อให้เวียดนามสร้างก้าวกระโดดเป็นประเทศพัฒนา นั่นคือ เวียดนามจะค่อยๆ นำภาษาอังกฤษเข้าเป็นภาษาที่สองในโรงเรียน จนถึงปี 2035 วิทยาลัย 60 แห่งจะเข้าสู่ระดับ ASEAN-4 วิทยาลัย 6 แห่งเข้าใกล้ระดับการศึกษากลุ่ม G20 มหาวิทยาลัยอย่างน้อย 12 แห่งติดกลุ่ม 200 มหาวิทยาลัยชั้นนำของเอเชีย และมหาวิทยาลัย 2 แห่งติดกลุ่ม 100 มหาวิทยาลัยระดับโลกในบางสาขาชั้นนำ

ในด้านวัฒนธรรม โครงการเน้นยกระดับชีวิตทางจิตใจ ความสามารถในการเข้าถึงและรับผลประโยชน์ทางวัฒนธรรมของประชาชน การอนุรักษ์มรดก การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านวัฒนธรรม ศิลปะ และอุตสาหกรรมวัฒนธรรม จนถึงปี 2030 อุตสาหกรรมวัฒนธรรมตั้งเป้ามีส่วนร่วมร้อยละ 7 ต่อ GDP ควบคู่กับการบูรณะโบราณสถานแห่งชาติพิเศษทั้งหมดและอนุรักษ์เอกลักษณ์วัฒนธรรมในยุคดิจิทัล

การอนุมัติมตินี้แค่เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญอยู่ที่ความสามารถในการนำนโยบายเข้าสู่การปฏิบัติจริง เมื่อกล่าวถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โงวันต๊วน ระบุว่า

"คุณค่าของการรวมเป็นโครงการเดียวไม่ได้อยู่ที่ชื่อเรียก แต่ต้องวัดจากการที่นโยบายสอดคล้องกันมากขึ้น สามารถระดมแหล่งพลังและตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ท้องถิ่นมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ขั้นตอนน้อยลง ความรับผิดชอบชัดเจนขึ้น และท้ายที่สุดคือประชาชนได้รับประโยชน์มากขึ้น หลังจากที่สภาแห่งชาติอนุมัติมติ รัฐบาลจะเร่งปรับปรุงมติฯให้มีความสมบูรณ์เพื่อค้ำประกันว่า ตรงตามขอบเขตที่สภาแห่งชาติมอบหมาย ดำเนินการอย่างพร้อมเพรียง ไม่ให้เกิดช่องว่างทางนโยบาย ไม่ลดสิทธิผลประโยชน์ของประชาชน และรับผิดชอบต่อสภาแห่งชาติเกี่ยวกับประสิทธิภาพการใช้แหล่งพลังของโครงการ"

การที่สภาแห่งชาติอนุมัติการรวมโครงการพัฒนาวัฒนธรรม สังคม ชนบทและพื้นที่ชนกลุ่มน้อยเป็นโครงการเดียว ได้เปลี่ยนวิธีแก้ปัญหาสวัสดิการสังคม โดยไม่กระจายแหล่งพลังอีกต่อไป แต่มุ่งเน้นการลงทุนอย่างมีจุดหมาย ด้วยการถือการศึกษา สาธารณสุข และวัฒนธรรมเป็นฐานรากควบคู่กับการเติบโต เวียดนามกำลังสร้างรูปแบบการพัฒนาที่ครอบคลุมอย่างแท้จริงเพื่อให้ความแตกต่างด้านภูมิศาสตร์หรือชาติพันธุ์แคบลง.