นี่คือเหตุการณ์ทางการทูตแห่งประวัติศาสตร์ในโอกาสรำลึกครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ โอกาสนี้ นางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย ได้ตอบสัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุเวียดนามเกี่ยวกับความหมายและพัฒนาการที่เป็นก้าวกระโดดของความสัมพันธ์ทวิภาคี

นักข่าว: ขอขอบคุณท่านทูตเป็นอย่างมากที่ได้สละเวลาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุเวียดนาม ขอให้ท่านกล่าวถึงความหมายพิเศษของการเยือนไทยครั้งนี้ของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิมและความคาดหวังเกี่ยวกับผลการเยือนครั้งนี้

เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย: ดิฉันเห็นว่า การเยือนไทยครั้งนี้ของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม มีความหมายพิเศษ โดยเป็นการเยือนไทยครั้งแรกของท่าน โตเลิม ในฐานะเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศเวียดนามหลังความสำเร็จของการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสมัยที่ 14 และการแต่งตั้งคณะผู้นำชุดใหม่ของเวียดนาม อีกทั้งเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกในอาเซียน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เวียดนามให้ความสำคัญต่อบทบาทของไทยในภูมิภาค

การเยือนนี้มีขึ้นในโอกาสรำลึกครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจ ความเคารพและความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ จากการยกระดับความสัมพันธ์ให้เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของการเยือนครั้งนี้คือการอนุมัติแผนการปฏิบัติความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระยะปี2026 – 2031 ซึ่งเป็นเข็มทิศนำทางให้แก่กระทรวงและหน่วยงานร่วมมือในรอบด้านเพื่อบรรลุผลงานที่เป็นรูปธรรมและมุ่งสู่ความมั่นคง สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

ทั้งรัฐบาล ประชาชนไทย รวมทั้งชมรมชาวไทยเชื้อสายเวียดนามต่างรอคอยการเยือนของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิมและคณะผู้แทนระดับสูงเวียดนาม.

นักข่าว: ขอให้ท่านประเมินผลงานที่โดดเด่นของความสัมพันธ์ร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลายปีมานี้

เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย: ดิฉันสามารถยืนยันได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนามกำลังอยู่ในช่วงที่ดีและใกล้ชิดที่สุดคือความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ซึ่งได้รับการยกระดับเมื่อปีที่แล้ว

ในด้านเศรษฐกิจ ไทยธำรงการเป็นหุ้นส่วนการค้าอันดับที่1ของเวียดนามในขณะที่เวียดนามคือหุ้นส่วนการค้ารายใหญ่อันดับที่ 2 ของไทยในอาเซียน มูลค่าการค่าต่างตอบแทนในปีที่ผ่านมาได้บรรลุกว่า 2 หมื่น 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐและทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นเพิ่มมูลค่าให้เป็น 2 หมื่น 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในด้านการลงทุน ไทยเลื่อนขึ้นมาอยู่อันดับที่ 8 ของนักลงทุนรายใหญ่ในเวียดนาม โดยสถานประกอบการไทยถือเวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางเชิงยุทธศาสตร์เนื่องจากมีความไว้วางใจทางการเมืองและสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ได้รับการปรับปรุงให้โปร่งใสและสะดวก

รัฐบาลไทยให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อเวียดนามและกรุงฮานอย โดยเมื่อปีที่แล้ว กรุงฮานอยได้รับเลือกเป็น 1 ใน 6 เมืองหลวงที่จัดงาน Thai Festival เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นโครงการวัฒนธรรมเชิงสัญลักษณ์ของไทย ทั้งนี้ กิจกรรมวัฒนธรรมช่วยให้ประชาชนสองประเทศเข้าใจกันอย่างถ่องแท้มากขึ้น เช่น ในงานThai Festival ปี 2026 ณ เขตโบราณสถานหว่างแถ่งทังลองเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีผู้เข้าชมมากถึง 2 หมื่นคน

ส่วนในด้านการเมืองและความมั่นคง เมื่อเร็วๆนี้ เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ของกองทัพเรือไทยได้เข้าเทียบท่าเรือหญ่าโหร่ง-แค้งโห่ย นครโฮจิมินห์ในรอบ 11 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประสานงานในการจัดกิจกรรมรำลึกครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

นักข่าว: สำหรับความร่วมมือระหว่างสองประเทศนั้นไม่เพียงแต่สร้างประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น หากยังมีผลต่อภูมิภาคอีกด้วย ซึ่งท่านทูตมีความเห็นอย่างไรต่อบทบาทของความเป็นหุ้นส่วนเวียดนาม-ไทยต่อเสถียรภาพและการพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาค

เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย: ในทางเป็นจริง ทั้งเวียดนามและไทยต่างมุ่งมั่นส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบัน ไทยกำลังปฏิบัติหน้าที่ผู้ประสานงานของอาเซียนเกี่ยวกับความร่วมมือพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งดิฉันชื่นชมเวียดนามที่เดินหน้าปฏิบัติแนวทางและนโยบายสนับสนุนกระบวนการปรับเปลี่ยนของอาเซียนเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาสีเขียว เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

ทั้งนี้ การเชื่อมโยงในด้านต่างๆเป็นปัจจัยที่ประเทศในแผ่นดินใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถร่วมมือกันเพื่อกระตุ้นการพัฒนาในภูมิภาค เช่น การเชื่อมโยงระบบห่วงโซ่อุปทานเพื่อมีส่วนร่วมในระบบห่วงโซ่อุปทานโลกและการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้นในด้านนี้ด้วย

อีกประเด็นหนึ่งที่สองฝ่ายสามารถร่วมมือกันก็คือทั้งไทยและเวียดนามต่างเป็นประเทศริมฝั่งทะเล ซึ่งปัญหาความมั่นคงในการเดินเรือในปัจจุบันมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยทั้งสองประเทศได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อค้ำประกันความมั่นคงและเสรีภาพในการเดินเรือ การปฏิบัติตามกฎหมายสากล โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติเกี่ยวกับกฎหมายทางทะเลปี 1982 หรือ UNCLOS ในกิจกรรมร่วมมือทางทะเล

นอกจากนี้ เวียดนามกำลังจะรับหน้าที่ต่อจากไทยในกลไกความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้างและปีนี้ เวียดนามก็ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ MRC ซึ่งเราสามารถผลักดันความร่วมมือทวิภาคีในการรับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและปฏิบัติระเบียบวาระร่วมในภูมิภาค

นักข่าว: อีกประเด็นที่สถานประกอบการให้ความสนใจเป็นอย่างมากคือโอกาสธุรกิจใหม่ ซึ่งท่านทูตมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับโอกาสเหล่านี้สำหรับสถานประกอบการจากสองประเทศ เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล พลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืน

เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย: โอกาสความร่วมมือทวิภาคีมีสูงมากเมื่อสองเศรษฐกิจสามารถเกื้อหนุนกันอย่างลึกซึ้ง โดยเรากำลังส่งเสริมยุทธศาสตร์ “Three connects” คือ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานราก การเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน

ในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งสองฝ่ายกำลังหารือเกี่ยวกับการผลักดันความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ นวัตกรรม Fintech และการรับชำระเงินผ่าน QR Payment

ในด้านพลังงานสีเขียวและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทั้งไทยและเวียดนามต่างมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero โดยสถานประกอบการไทยได้ลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน รวมมูลค่ากว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเวียดนาม รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเราหวังว่า จะขยายการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง พลังงานแสงอาทิตย์ ไฟฟ้าอัจฉริยะและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด โดยโครงการลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐของ SCG เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความร่วมมือในด้านนี้

นอกจากนี้ จากการเป็นประเทศส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ระดับโลก เรามีศักยภาพความร่วมมือในการสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานอาหารที่ยั่งยืน การเกษตรอัจฉริยะและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อค้ำประกันความมั่นคงด้านอาหารต่อความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

นักข่าว: ขอขอบคุณท่านทูตเป็นอย่างสูงที่ได้ตอบสัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุเวียดนาม!