ค่าปรับจำนวนมหาศาลที่ EC ประกาศเรียกเก็บต่อ Google ถือเป็นการสานต่อของมาตรการต่างๆของ EU ในหลายปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการดำเนินงานของเครือบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐและจีน เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงและอธิปไตยทางเทคโนโลยี

ผลักดันการควบคุม

ในการประกาศเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าปรับ Google EC เห็นว่าเครือบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐได้ใช้อำนาจเหนือตลาดเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่การบริการของตนเองและจำกัดการแข่งขัน นี่คือค่าปรับที่สูงที่สุดที่ EU ใช้สำหรับสถานประกอบการภายใต้กรอบของกฎหมาย DMA นับตั้งแต่ที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2024 โดย EC เผยว่า ค่าปรับประกอบด้วยเงินประมาณ 538 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจาก Google ให้ลำดับความสำคัญในการแสดงผลการบริการของตนเอง เช่น Google Flights และ Google Hotels ในผลการค้นหา ซึ่งสร้างความเสียเปรียบให้แก่คู่แข่ง ส่วนค่าปรับที่เหลืออีกประมาณ 503 ล้านดอลลาร์สหรัฐเกี่ยวข้องกับการที่ Google ไม่อนุญาตให้ผู้ผลิตแอปแจ้งข้อมูลฟรีให้แก่ผู้ใช้เกี่ยวกับการให้สิทธิพิเศษหรือวิธีการชำระเงินนอก Google Play Store ในระหว่างเดือนมีนาคมปี 2024 ถึงธันวาคมปี 2025

นาง เทเรซา ริเบรา รองประธานฝ่ายบริหารของ EC ที่รับผิดชอบด้านการแข่งขันเผยว่า วัตถุประสงค์ของคำตัดสินดังกล่าวก็เพื่อค้ำประกันบรรยากาศการแข่งขันที่ยุติธรรม ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าควรมีความได้เปรียบจากคุณภาพ แทนความได้เปรียบจากอำนาจเหนือตลาดของแพลตฟอร์ม ผู้บริโภคชาวยุโรปมีสิทธิ์เข้าถึงทางเลือกต่างๆและราคาที่ดีที่สุด พร้อมทั้งปฏิเสธคำตำหนิของ Google เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติ โดยเผยว่า ในกระบวนการสอบสวนก่อนการสั่งปรับ EC ได้จัดการประชุมร่วมกับ Google เกือบ 90 ครั้ง จนมีหลักฐานที่หนักแน่น นาย โธมัส เรเนียร์ โฆษกของ EC เผยว่า

“สำหรับการประกาศของ Google ที่ว่าเรากำลังลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์หรือขัดขวางไม่ให้บริษัทสหรัฐพัฒนาหรือประกอบธุรกิจใน EU ความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง โดยมีฝ่ายที่ขัดขวางการพัฒนาของยุโรปและขัดขวางไม่ให้บริษัทในยุโรปแข่งขันและพัฒนา ดังนั้น ผ่านข้อสรุปเหล่านี้ พวกเราเรียกร้องให้ Google ต้องปฏิบัติตามกฎหมายตลาดดิจิทัลและค้ำประกันการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน อย่างน้อยก็ในสหภาพยุโรป”

EC ยังเผยว่า Google ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดทั้งหมดภายใน 60 วัน มิฉะนั้นอาจต้องเผชิญกับการเพิ่มค่าปรับรายวัน นี่เป็นความผันผวนล่าสุดในการเผชิญหน้าที่ยาวนานระหว่าง EU กับเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต่างๆ ก่อนหน้านี้ในช่วงปี 2017 -2019 Google เคยถูก EU ปรับเงินประมาณ 9 หมื่น 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในคดีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน โดยเมื่อปี 2025 เครือบริษัทนี้ก็แพ้คดีอุทธรณ์ต่อค่าปรับประมาณ 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่เกี่ยวข้องถึงการใช้อำนาจเหนือตลาดของแอนดรอยด์ นอกจาก Google แล้ว ในหลายปีที่ผ่านมา EC ได้เปิดการสืบสวนต่างๆสำหรับเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น Meta ของสหรัฐ TikTok ของจีนที่เกี่ยวข้องถึงการแข่งขันที่เป็นธรรม การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและการปกป้องเยาวชนบนโลกไซเบอร์

ขีดจำกัดของการประนีประนอม

ค่าปรับใหม่ของ EC ต่อ Google กำลังเพิ่มความตึงเครียดในด้านการควบคุมเทคโนโลยี ซึ่งเป็นด้านที่มีการแข่งขันและความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่าง EU กับสหรัฐ ในขณะที่ EU ถือกฎหมายตลาดดิจิทัลและกฎหมายบริการดิจิทัลหรือ DSA เป็นอาวุธเพื่อปกป้องอธิปไตยทางเทคโนโลยีของกลุ่ม ส่วนรัฐบาลสหรัฐถือว่า นี่เป็นเครื่องมือเพื่อทำลายอิทธิพลของเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีในตลาดยุโรป

หลังจากที่ EC ประกาศค่าปรับใหม่ต่อ Google เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่า EU “จะต้องชดใช้เป็นอย่างมาก” เนื่องจากนี่เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งขู่ว่า จะเปิดการสืบสวนตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974ทันที และคาดว่าจะปรับขึ้นภาษีศุลกากรต่อ EU โดยเร็วที่สุด บรรดานักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐได้มีเสียงพูดที่แข็งกร้าวต่อ EU

คำถามปัจจุบันคือ EU จะประนีประนอมต่อคำขู่ตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐหรือไม่ บรรดาผู้สังเกตการณ์เห็นว่า EU ยากที่จะประนีประนอมในปัญหาที่เกี่ยวข้องถึง DMA และ DSA เนื่องจากนี่เป็นขีดจำกัดสุดท้ายในการปกป้องอธิปไตยทางเทคโนโลยีของ EU ในสภาวการณ์ที่ EU กำลังล้าหลังด้านเทคโนโลยีเมื่อเทียบกับสหรัฐและจีน นอกจากนี้ ประชามติในหลายประเทศในยุโรปนับวันเพิ่มความระมัดระวังต่อความเสี่ยงเกี่ยวกับการขัดขวางเสรีภาพของเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต่างชาติ นาง เอวา ลี ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของ People vs Big Tech ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่มีเป้าหมายต่อต้านการควบคุมของเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีในยุโรป เผยว่า

“เราได้เห็นวิธีการที่รัฐบาลสหรัฐขัดขวางไม่ให้ชาวยุโรปเข้าถึงบางระบบ AI ที่ฉลาดที่สุดในโลก ดังนั้น การที่ผู้นำยุโรปออกมาเผชิญหน้ากับนาย โดนัลด์ ทรัมป์ และกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ จึงมีความสำคัญมาก”

ภายหลังคำขู่จากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เจ้าหน้าที่ของ EU เผยว่าพร้อมที่จะหารือกับสหรัฐเพื่อลดความตึงเครียดแต่ยังคงย้ำว่า EU จะเดินหน้าปกป้อง “สิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเอง” ในการจัดทำกฎระเบียบการบริหารของตนต่อไป.