(VOVworld) – หลังการเยือน๓ประเทศยุโรป ในวันที่๒๘เดือนนี้ นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐจะเดินทางไปเยือนประเทศซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นประเทศอิสลามที่มีความสัมพันธ์กับสหรัฐมา๗๐ปีซึ่งในการเยือนตะวันออกกลางเป็นครั้งที่๒นับตั้งแต่ปี๒๐๐๙นี้ ประธานาธิบดีบารัก โอบามามีความประสงค์ที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์ที่กำลังไม่ราบรื่นระหว่างสองประเทศแต่เพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ความท้าทายที่ผู้กุมบังเหียนทำเนียบขาวจะต้องฟันฝ่าก็มีไม่น้อย
ในการเยือนประเทศซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ ประธานาธิบดีบารัก โอบามา จะเน้นอภิปรายเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาค รวมทั้งสงครามกลางเมืองในซีเรียและการเจรจานานาชาติเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและจะมีการพบปะกับบรรดาผู้นำสภาความร่วมมือแห่งอ่าวเปอร์เซียหรือGCC ที่สำนักงานขององค์การนี้ ในกรุงริยาด
ความขัดแย้งมากมาย
ก่อนการเยือน โฆษกทำเนียบขาวJay Carney ได้กล่าวว่า ซาอุดิอาระเบียเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดของสหรัฐ ถึงแม้ว่า ทั้งสองประเทศจะมีความขัดแย้งต่างๆก็ตามแต่สิ่งนี้ไม่อาจทำให้ความจริงเปลี่ยนแปลงนั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายมีความสำคัญและจำเป็น ซึ่งคำปราศรัยของโฆษกทำเนียบขาวดูเหมือนว่าเพื่อเกลี้ยกล่อมให้แก่ประชามติแต่อันที่จริง ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับซาอุดิอาระเบียได้เกิดรอยร้าวในไม่กี่ปีที่ผ่านมาซึ่งถือว่า เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์๗๐ปีที่ทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต
ความสัมพันธ์พันธมิตรที่ยาวนานหลายปีระหว่างสหรัฐกับซาอุดิอาระเบียมีความตึงเครียดนับตั้งแต่ต้นปี๒๐๑๑เนื่องจากความไม่สงบในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือซึ่งปรากฎการณ์ที่ชัดเจนคือ ซาอุดิอาระเบียมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหาที่อ่อนไหวต่างๆในภูมิภาค เช่น อิหร่าน ซีเรียและอียิปต์ของทางการสหรัฐโดยเมื่อปี๒๐๑๓ เจ้าชายTurki al Faisal ของซาอุดิอาระเบียได้ตำหนิติติงนโยบายตะวันออกกลางของสหรัฐ โดยฉพาะนโยบายต่อปัญหาซีเรียและการเจรจาเกี่ยวกับปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่าน
ด้วยเหตุนี้ วงการผู้สังเกตุการณ์เห็นว่า ในการเยือนซาอุดิอาระเบียของประธานาธิบดีบารัก โอบามามีความเป็นไปได้สูงที่ซาอุดิอาระเบียจะกล่าวถึงการที่สหรัฐไม่ยืนหยัดกำหนดความรับผิดชอบของประธานาธิบดีบาซาร์ อัล อาซซาดเกี่ยวกับอันที่เรียกว่า การต่อต้านประชาชนซีเรีย โดยเฉพาะ สหรัฐได้เปลี่ยนแปลงการตัดสินใจไม่โจมตีทางทหารใส่ซีเรียในฤดูร้อนปี๒๐๑๓ ซาอุดิอาระเบียยังจะกล่าวถึงการที่วอชิงตันให้การสนับสนุนขบวนการภราดรภาพมุสลิมในอียิปต์ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญในสภาวการณ์ที่ซาอุดิอาระเบียได้เรียกเอกอัครราชทูตของตนประจำประเทศกาตาร์กลับประเทศเพื่อประท้วงการที่กาตาร์ให้การสนับสนุนขบวนการภราดรภาพมุสลิม นอกจากนี้ ท่าทีที่อ่อนโยนของสหรัฐและตะวันตกต่ออิหร่านได้สร้างความวิตกกังวลให้แก่ซาอุดิอาระเบียและประเทศอื่นๆในอ่าวเปอร์เซีย ซาอุดิอาระเบียไม่เพียงแต่มีความเป็นห่วงเกี่ยวกับการที่เตหะรานมีความทะเยอทะยานที่จะมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองเท่านั้นหากรวมทั้งการที่อิหร่านให้การสนับสนุนทางการของประธานาธิบดีซีเรีย บาซาร์ อัล อาดซาดอย่างเต็มที่ด้วยซึ่งซาอุดิอาระเบียและหลายประเทศในอ่าวเปอร์เซียเห็นว่า อิหร่านกำลังสร้างความไม่สงวบในภูมิภาคซึ่งผิดกับทัศนะของสหรัฐ
อุปสรรคอีกประการต่อประธานาธิบดีบารัก โอบามาในการเยือนซาอุดิอาระเบียครั้งนี้คือ ซาอุดิอาระเบียดูเหมือนว่า กำลังแสวงหาความร่วมมือใหม่จากบรรดาประเทศในเอเชียโดยไม่ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐดังเช่นในเวลาที่ผ่านมาซึ่งจะเห็นได้จากการที่เจ้าชายซัลมาน บินอับดุลอาซิซ อัลสะอุด มกุฎราชุมารแห่งซาอุดิอาระเบียได้ทรงเสด็จไปเยือนปากีสถาน อินเดีย จีนและญี่ปุ่น เมื่อเร็วๆนี้
โอ้โลมปลอบใจพันธมิตร
วงการการเมืองสหรัฐตระหนักได้ดีว่า ความขัดแย้งกำลังขัดขวางความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ดังนั้น มิใช่เป็นการบังเอิงที่ก่อนการเยือนซาอุดิอาระเบีย เมื่อวันที่๑๘มีนาคม วอชิงตันได้ขอร้องให้รัฐบาลซีเรียปิดสถานทูตซีเรียในกรุงวอชิงตันและสถานกงสุลซีเรียที่รัฐMichigan และTexasและ เจ้าหน้าที่ที่มิใช่ชาวอเมริกันที่ปฏิบัติงานในสำนักงานการทูตเหล่านี้ต้องออกจากสหรัฐก่อนวันที่๓๑มีนาคม ต่อจากนั้นอีก๒วันคือวันที่๒๐มีนาคม ในการให้การต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมซาอุดิอาระเบีย ที่กรุงวอชิงตัน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐได้ย้ำถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ร่วมมือทางทหารทวิภาคีและยืนยันอีกครั้งถึงคำมั่นของวอชิงตันต่อความมั่นคงในตะวันออกกลาง และล่าสุดนี้คือ ก่อนการเยือน๓วัน ในการพบปะกับเจ้าชายSheikh Mohamed bin Zayed มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี ประธานาธิบดีสหรัฐบารัก โอบามาได้ยืนยันว่า สหรัฐจะไม่ปล่อยให้พันธมิตรมานานหลายปี ในอ่าวเปอร์เซียรู้สึกถูกทอดทิ้ง
สามารถเข้าใจได้ไม่ยากต่อการที่บรรดาผู้นำสหรัฐหาทางโอ้โลมปลอบใจซาอุดิอาระเบียและประเทศพันธมิตรของสหรัฐในอ่าวเปอร์เซีย โดยประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับซาอุดิอาระเบียเป็นความสัมพันธ์เพื่อผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายในแต่ละช่วง ๗๐ปีแห่งความสัมพันธ์ การจับมือกับสหรัฐได้ช่วยให้ซาอุดิอาระเบียมีผู้สนับสนุนด้านความมั่นคงที่เข้มแข็ง ส่วนวอชิงตันก็เล็งเห็นแหล่งจัดสรรก๊าซที่อุดมสมบูรณ์จากริยาดพร้อมที่มั่นอันล้ำค่าเพื่อธำรงและขยายบทบาทในตะวันออกกลาง
ด้วยเหตุนี้ เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมและผลประโยชน์เฉพาะ บรรดาผู้สันทัดกรณีเห็นว่า ประธานาธิบดีบารัก โอบามาจะใช้ทุกโอกาสจากการเยือนนี้ให้เป็นประโยชน์เพื่อลดความขัดแย้งกับซาอุดิอาระเบีย แม้จะรู้ดีว่าความท้าทายที่ต้องเผชิญจะมีไม่น้อย./.
