ในการประชุมวิสามัญครั้งนี้ สภาแห่งชาติได้พิจารณางานจำนวนมาก โดยมุ่งเน้นการจัดทำกฎหมายและการตัดสินใจในประเด็นสำคัญและเร่งด่วนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งในนั้นได้ผ่านความเห็นชอบร่างกฎหมาย 15 ฉบับ และมติด้านกฎหมาย 6 ฉบับ แสดงความคิดเห็นในวาระแรกสำหรับร่างกฎหมาย 7 ฉบับและตัดสินใจในประเด็นสำคัญ ๆ อีกหลายเรื่อง
การจัดทำกฎหมายเริ่มจากปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง เนื้อหาที่ได้รับการพิจารณาในการประชุมวิสามัญครั้งนี้ครอบคลุมหลากหลายด้าน ตั้งแต่การพัฒนาตัวเมือง ที่ดิน ปิโตรเลียม ธนาคาร เทคโนโลยีและโทรคมนาคม ไปจนถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาคธุรกิจ ผู้ใช้แรงงานและประชาชน โดยงานในระยะสั้นมีเยอะมาก ทำให้หน่วยงานที่เป็นฝ่ายเสนอร่างกฎหมาย หน่วยงานตรวจสอบและผู้แทนสภาแห่งชาติต่างต้องใช้ความพยายามในการทำงานอย่างเต็มที่ ที่สำคัญยิ่งกว่าคือทุกนโยบายที่ได้รับการตัดสินใจต้องสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ลดความซ้ำซ้อนและเอื้อต่อการดำเนินการผลิต การประกอบธุรกิจและการดำรงชีวิตของประชาชน นาย จิ่งซวนอาน ผู้แทนสภาแห่งชาตินครด่งนาย ย้ำว่า
“เรากำลังก้าวไปสู่กระบวนการที่นโยบายและการนำไปปฏิบัติต้องดำเนินไปควบคู่กัน ประเด็นต่าง ๆ ที่เรานำมาหารือในการประชุมครั้งนี้จะต้องกลายเป็นข้อได้เปรียบและแรงขับเคลื่อนอย่างแน่นอน ค้ำประกันความเป็นไปได้เพื่อนำไปปฏิบัติจริงโดยเร็ว ตอบสนองความต้องการด้านเศรษฐกิจและสังคม ชีวิตความเป็นอยู่และความคาดหวังของประชาชนและภาคธุรกิจ นี่คือสิ่งที่ผู้แทนสภาแห่งชาติต่างคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง”
การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในวิธีการเข้าถึงของการจัดทำกฎหมาย โดยจากการอภิปรายในที่ประชุม ผู้แทนสภาแห่งชาติได้เสนอข้อกำหนดใหม่ต่อกระบวนการวางแผนนโยบาย นาย บุ่ยหว่ายเซิน ผู้แทนสภาแห่งชาติกรุงฮานอยแสดงความคิดเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการร่างกฎหมาย จากแนวคิดที่เน้นการบริหารจัดการไปสู่แนวคิดที่มุ่งสร้างสรรค์และส่งเสริมการพัฒนา จากคำถามว่า “จะบริหารจัดการอย่างไรให้รัดกุม” ไปสู่การตั้งคำถามควบคู่กันว่า “กฎหมายจะสามารถช่วยปลดล็อกทรัพยากรและเอื้อให้สิ่งใหม่ ๆ พัฒนาได้อย่างไร”
วัดคุณภาพของงานด้านนิติบัญญัติด้วยประสิทธิผลในการบังคับใช้
การประชุมสิ้นสุดลงก็เป็นเวลาที่กฎหมายและมติต่าง ๆ ที่ได้รับการอนุมัติ เริ่มเข้าสู่ภาคปฏิบัติ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประสิทธิผลของการร่างกฎหมายจะได้รับการพิสูจน์ชัดเจนที่สุด นาย บุ่ยหว่ายเซิน เผยต่อไปว่า
“ผมเห็นว่า คุณภาพของการประชุมด้านนิติบัญญัติในท้ายที่สุดไม่ได้วัดจากจำนวนกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบ แต่ต้องวัดจากอุปสรรคที่ได้รับการแก้ไข ทรัพยากรที่ได้รับการเอื้ออำนวย และระดับความสะดวกที่ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับเมื่อกฎหมายถูกนำไปใช้จริง นี่คือจิตใจ “เปิดทางเพื่อการพัฒนา” ซึ่งสภาแห่งชาตินับวันแสดงให้เห็นถึงอย่างชัดเจน”
แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผลที่ได้บรรลุจากการประชุมสามารถธำรงและส่งเสริมคุณค่าต่อไป สิ่งที่จำเป็นไม่เพียงแต่เป็นการนำกฎหมายและมติแต่ละฉบับไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น หากยังต้องเดินหน้าปรับปรุงให้ทั้งระบบกฎหมายมีความพร้อมเพรียงกันมากยิ่งขึ้น ดร. เหงวียนมิงห์ฟอง ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจแสดงความคิดเห็นว่า
“เราเห็นว่า ผลการประชุมสภาแห่งชาติในครั้งนี้จะทำให้แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนา โดยมุ่งเน้นประชาชนและถือความพึงพอใจของประชาชน ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและภาคธุรกิจเป็นตัวชี้วัดในทางปฏิบัติจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน ซึ่งภาคธุรกิจตั้งความหวังว่า ผลจากการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การเปิดเสรีมากขึ้น โดยเฉพาะการลดเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสำหรับสาขาอาชีพที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขอย่างน้อยร้อยละ 30 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญ นอกจากนี้ ยังต้องลดขั้นตอนและกระบวนการต่าง ๆ รวมถึงลดต้นทุนค่าเสียโอกาสของภาคธุรกิจด้วย”
การประชุมวิสามัญครั้งที่ 1 สภาแห่งชาติสมัยที่ 16 ได้ดำเนินงานตามที่กำหนดไว้ แต่ก็ตั้งข้อกำหนดเกี่ยวกับการเดินหน้าปฏิรูปการจัดทำและการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ระบบกฎหมายมีความพร้อมเพรียง มีเสถียรภาพและทันต่อความต้องการในการพัฒนา นี่จะเป็นพื้นฐานสำคัญให้การตัดสินใจต่างๆของสภาแห่งชาติจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนแห่งการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป/.
