นี่คือการเยือนจีนครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ในวาระที่ 2 และเป็นการประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐกับจีนครั้งที่ 2 ในรอบเกือบ 1 ปี ต่อจากการพบปะเมื่อปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ณ เมืองปูซาน ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี นอกรอบการประชุมสุดยอดฟอรั่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกหรือเอเปก
จุดร้อนตะวันออกกลาง
การเยือนจีนครั้งแรกในวาระที่ 2 ของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการวางแผนและประกาศผ่านสื่อตั้งแต่ปลายปีที่แล้วด้วยกำหนดการคือในปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม การปะทะที่บานปลายในตะวันออกกลางภายหลังการโจมตีอิหร่านของสหรัฐและอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาทำให้ทางการสหรัฐต้องปรับกำหนดการ แม้จะเลื่อนการเยือนออกไปเกือบเดือนครึ่ง แต่ทางการสหรัฐก็ยังไม่สามารถหาทางออกให้แก่การปะทะได้ และคาดว่า ตะวันออกกลางจะยังคงเป็นประเด็นที่ยากจะแก้ไขได้ในการหารือระหว่างผู้นำสหรัฐและจีน โดยก่อนการเยือนจีน ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวหลายครั้งเกี่ยวกับความจำเป็นที่จีนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในการแก้ไขการปะทะในตะวันออกกลาง ดังนั้น บรรดาผู้สังเกตการณ์แสดงความเห็นว่า นาย โดนัลด์ ทรัมป์ จะใช้การพบปะกับประธานประเทศจีน สีจิ้นผิง เพื่อผลักดันการบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านโดยเร็ว หรืออย่างน้อยก็เป็นความตกลงที่เกี่ยวข้องกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง นาย ไรอัน ฮาสส์ ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษาแห่งสถาบันบรูคกิ้งส์ ของสหรัฐแสดงความเห็นว่า
“ทั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ และฝ่ายจีนต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกันในการป้องกันไม่ให้การปะทะระหว่างสหรัฐกับอิหร่านยืดเยื้อและบานปลายในวงกว้าง ผมคิดว่า ทั้งสองประเทศต้องการให้การปะทะยุติลงทันทีถ้าหากทำได้ เพราะเรื่องนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศใด”
นาย ไรอัน ฮาสส์ ยังให้ความเห็นว่าระดับความสนใจของสหรัฐและจีนเกี่ยวกับการปะทะในตะวันออกกลางแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยสหรัฐแสดงความเห็นอย่างชัดเจนถึงความประสงค์ที่จะบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านอย่างรวดเร็ว ในขณะที่จีนไม่ได้กังวลมากนักเกี่ยวกับผลกระทบในระยะยาวของการปะทะ เนื่องจากจีนมีพลังขับเคลื่อนที่ยั่งยืนในด้านความมั่นคง พลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น ประชามติจึงตั้งคำถามใหญ่คือ นาย โดนัลด์ ทรัมป์ จะสามารถโน้มน้าวให้ผู้นำจีนมีปฏิบัติการมากขึ้นเกี่ยวกับปัญหาตะวันออกกลางได้หรือไม่ ส่วนศาสตราจารย์ อเลฮานโดร เรเยส จากภาควิชาการเมืองและการบริหารราชการ สังกัดมหาวิทยาลัยฮ่องกง ประเทศจีน ก็ได้แสดงความเห็นในทำนองเดียวกันรว่า ไม่ควรตั้งความคาดหวังมากเกินไปว่า การพบปะ ณ กรุงปักกิ่งจะช่วยยุติความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่านได้อย่างรวดเร็ว เพราะจีนและอิหร่านมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและพลังงานที่ใกล้ชิด แต่ค่อนข้างเป็นอิสระในด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ และ“อุปสรรค” ที่ใหญ่ที่สุดระหว่างสหรัฐกับอิหร่านในปัจจุบันคือช่องแคบฮอร์มุซและปัญหานิวเคลียร์ นั้นยากที่จะแก้ไขได้ด้วยอิทธิพลจากภายนอก
กำหนดกรอบความร่วมมือและการแข่งขัน
ทั้งนี้แม้ว่าการปะทะในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่อการประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐกับจีน แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่า จากประสบการณ์ของการปะทะระหว่างรัสเซียกับยูเครนก็แสดงให้เห็นว่า ผู้นำจีนมักจะไม่ปล่อยให้ประเด็นเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน โดยนาง เฮนเรียตตา เลวิน ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศหรือ CSIS แสดงความเห็นว่า การที่บรรดาผู้บริหารจากเครือบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐ เช่น อีลอน มัสก์ และ ทิม คุก ร่วมเดินทางในคณะผู้แทนสหรัฐครั้งนี้ได้บ่งชี้ว่า การค้าและการลงทุน โดยเฉพาะเทคโนโลยีจะยังคงเป็นประเด็นที่ผู้นำของทั้งสองประเทศให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ และการพบปะ ณ กรุงปักกิ่ง ครั้งนี้อาจช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสร้างกรอบยุทธศาสตร์ที่มั่นคงและยาวนานมากขึ้นสำหรับความสัมพันธ์ทวิภาคี พร้อมทั้ง ชี้แจงหลักการความร่วมมือและการแข่งขันในด้านหลักๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และธาตุหายาก เป็นต้นนาง เฮนเรียตตา เลวิน แสดงความเห็นว่า
“สหรัฐเน้นบรรลุผลประโยชน์ทางการค้าอย่างรวดเร็วในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ปัจจุบัน สหรัฐสนใจเป็นอย่างมากต่อคำมั่นของจีนที่จะซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐมากขึ้น โดยเฉพาะ ถั่วเหลือง ทางการสหรัฐกำลังแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีความหมายสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะ เมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมกำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายน”
นอกจากความหมายสำคัญที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนแล้ว การพบปะระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ กับประธานประเทศจีน สีจิ้นผิง จะมีผลเป็นอย่างมากต่อปัญหาสำคัญระดับโลก ตั้งแต่เรื่องการค้าและภาษีศุลกากร การจัดการห่วงโซ่อุปทานเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก ไปจนถึงการแย่งชิงอำนาจทางภูมิศาสตร์การเมืองในภูมิภาคต่างๆ นาย เคนเนธ ควินน์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกัมพูชาแสดงความเห็นว่า
“ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งสหรัฐ จีนและโลก ผมคิดว่า ความสัมพันธ์นี้กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ มีแรงผลักดันที่ทำให้ความสัมพันธ์แตกแยกแต่ก็มีแรงผลักดันที่พยายามทำให้ความสัมพันธ์นี้ใกล้ชิดกัน”
ในภาพรวม บรรดาผู้สังเกตการณ์ไม่ได้ตั้งความคาดหวังมากไปว่าการประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐกับจีนครั้งนี้จะสร้างก้าวกระโดดให้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างสองเศรษฐกิจรายใหญ่ที่สุดในโลก แต่ เพียงแค่การที่ผู้นำระดับสูงของทั้งสองประเทศสหรัฐ-จีนได้มีการเจรจาโดยตรงอย่างต่อเนื่องนั้นก็มีความหมายสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อทั้งสองฝ่ายและโลกแล้ว และการที่สหรัฐและจีนมีความเห็นพ้องเกี่ยวกับ “สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง” ที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีนั้น น่าจะมีความสำคัญมากกว่าผลงานที่เป็นรูปธรรมใดๆ ที่ทั้งสองประเทศอาจบรรลุได้.
