หัวใจหลักในก้าวเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ที่ท่าน โตเลิม เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศได้นำเสนอในประชุมคณะกรรมการกลางพรรคครั้งที่ 3 สมัยที่ 14 คือการมุ่งสู่เป้าหมายสร้างระบบธรรมาภิบาลประเทศที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของการพัฒนาในระยะใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

มองแหล่งพลังต่าง ๆ ในภาพรวมที่เป็นเอกภาพ

ในการเปลี่ยนแปลงจากการบริหารแบบกระจัดกระจายไปสู่การบริหารจัดการพื้นที่การพัฒนาและแหล่งพลังแห่งชาติอย่างเป็นเอกภาพ ท่าน โตเลิม เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศยืนยันว่า ขอบเขตทางราชการไม่ควรกำหนดกรอบความคิดด้านการพัฒนา โดยเรื่องที่ดิน ทะเล ตัวเมือง โครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรธรรมชาติและฐานข้อมูลต้องถูกมองในภาพรวมเดียวกัน จัดระเบียบตามยุทธศาสตร์แห่งชาติ ความได้เปรียบของเขตและประสิทธิภาพโดยรวม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ต้องสร้างพื้นที่การพัฒนาใหม่ นำแหล่งพลังไปสู่พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สร้างความกลมกลืนระหว่างผลประโยชน์ของรัฐ ประชาชนและสถานประกอบการ รวมทั้งเชื่อมโยงจุดแข็งของท้องถิ่นให้กลายเป็นพลังที่เข้มแข็งของชาติ

ดังนั้น การบริหารภาครัฐจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงขอบเขตทางราชการอีกต่อไป แต่ละท้องถิ่นไม่เพียงมุ่งเน้นแค่พื้นที่ของตนเองเท่านั้น เนื่องจากเรื่องการพัฒนาหลายประเด็นในปัจจุบันมีลักษณะเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค ระหว่างหน่วยงานและก้าวข้ามขอบเขตทางราชการ

ตามความเห็นของ ศ.ดร. เหงวียนต๊วนแอง บรรณาธิการใหญ่นิตยาสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาลัยวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ สังกัดมหาวิทยาลัยแห่งชาติฮานอย ข้อกำหนดในการสร้าง“การเปลี่ยนแปลงจากการบริหารแบบกระจัดกระจายไปสู่การบริหารจัดการพื้นที่การพัฒนาและแหล่งพลังแห่งชาติอย่างเป็นเอกภาพ” ที่ท่าน โตเลิม เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ ได้นำเสนอ เป็นประเด็นที่เขาให้ความสนใจมากที่สุด

“นี่คือแนวทางที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องมองแหล่งพลังต่าง ๆ ในภาพรวมที่เป็นเอกภาพ ได้รับการจัดระเบียบตามยุทธศาสตร์แห่งชาติ ความได้เปรียบของภูมิภาค และประสิทธิภาพการพัฒนาโดยรวม แต่ละท้องถิ่นยังคงต้องส่งเสริมจุดแข็งของตนเอง แต่ต้องอยู่ในการเชื่อมโยงกับท้องถิ่นอื่น ๆ และเป้าหมายร่วมของประเทศ”

ศ.ดร. เหงวียนต๊วนแอง แสดงความเห็นว่า หากปฏิบัติตามการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างมีประสิทธิภาพ เวียดนามไม่เพียงแต่จะสามารถระดมและใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเท่านั้น หากยังจะสร้างพื้นที่การพัฒนาใหม่ ๆ ส่งเสริมการเชื่อมโยงภูมิภาค ค้ำประกันการประสานผลประโยชน์ระหว่างรัฐ ประชาชนและสถานประกอบการอย่างกลมกลืน ซึ่งจะสร้างพื้นฐานให้แก่การพัฒนาอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมและยั่งยืน

การยกระดับแนวความคิดและความสามารถด้านธรรมาภิบาลประเทศ

สำหรับผลการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรบริหารภาครัฐ ผู้นำสูงสุดของพรรคและรัฐยืนยันว่า การปรับระบบการเมืองในเวลาที่ผ่านมาได้สร้างโครงสร้างองค์กรที่กระทัดรัดยิ่งขึ้น แต่ “ความกระทัดรัดเป็นเพียงเงื่อนไขเบื้องต้นเท่านั้น”

ความสำเร็จของการปฏิรูปไม่ได้วัดจากจำนวนหน่วยงานที่ถูกควบรวม จำนวนหน่วยงานที่ลดลง หรือจำนวนบุคลากรที่ถูกปรับลดเท่านั้น แต่ต้องได้รับการยืนยันเมื่อกระบวนการตัดสินใจมีความรวดเร็วมากขึ้น การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น ขั้นตอนระเบียบราชการสะดวกยิ่งขึ้น ประชาชนและสถานประกอบการได้รับบริการที่ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ ท่าน โตเลิม เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศจึงขอให้ตัวชี้วัดการสรุปผล 1 ปีของการดำเนินงานตามรูปแบบใหม่ ไม่ใช่แค่จำนวนหน่วยงานที่ลดลงเท่านั้น แต่ต้องเป็นประสิทธิภาพของการบริหารชี้นำและคุณภาพของการรับใช้ประชาชน

เมื่อวิเคราะห์เชิงลึกถึงแนวทางนี้ ศ.ดร. เหงวียนต๊วนแอง แสดงความเห็นว่า ท่าน โตเลิม เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศได้ตีความเกี่ยวกับลักษณะและเป้าหมายหลักของภารกิจการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรบริหารภาครัฐ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงก้าวพัฒนาใหม่แนวความคิดด้านธรรมาภิบาล

“คำสั่งนี้แสดงให้เห็นถึงการยกระดับแนวความคิดและธรรมาภิบาลของประเทศอย่างแท้จริง 1 คือการเปลี่ยนจุดโฟกัสของการประเมินตัวชี้วัด เช่น จำนวนหน่วยงานหรือบุคลากรที่ถูกปรับลด ไปสู่ผลงานและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง โครงสร้างองค์กรที่กระทัดรัดจะมีความหมายอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อสามารถยกระดับประสิทธิภาพของ การบริหารชี้นำและคุณภาพการรับใช้ประชาชน 2คือ คำสั่งนี้ถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง คุณภาพการดำเนินงานของระบบการเมืองไม่ได้ถูกประเมินจากภายในองค์กรเท่านั้น แต่ต้องได้รับการประเมินจากประสบการณ์จริงของประชาชน เกณฑ์ต่าง ๆ เช่น ระยะเวลาในการแก้ไขระเบียบราชการ ความสามารถในการเข้าถึงบริการสาธารณะ ความโปร่งใสและเปิดเผย การตอบสนองคำร้องเรียนและระดับความพึงพอใจของประชาชนจำเป็นต้องถูกใช้เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ”

นอกจากนี้ นี่ยังเป็นข้อกำหนดในการเปลี่ยนจากการบริหารทางราชการไปสู่การบริหารจัดการที่ทันสมัย ธรรมาภิบาลของประเทศที่ทันสมัยต้องการการประสานงานระหว่างหน่วยงานทุกระดับ การกระจายอำนาจที่ผูกพันกับสิทธิอำนาจ แหล่งพลัง บุคลากรและข้อมูล พร้อมทั้งต้องเพิ่มความรับผิดชอบในการชี้แจง โดยเฉพาะ ในรูปแบบทางการปกครองท้องถิ่น 2 ระดับ ระดับตำบลคือสถานที่ที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนและแก้ปัญหาส่วนใหญ่ของประชาชนโดยตรง ดังนั้น ระดับตำบลจึงต้องได้รับมอบอำนาจ แหล่งพลัง บุคลากรและเครื่องมืออย่างเพียงพอเพื่อปฏิบัติภารกิจ

ภายหลัง 1 ปีที่ปฏิบัติรูปแบบองค์กรใหม่ การปฏิรูปกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสำคัญ โดยเนื้อหาที่ได้รับความสนใจเป็นอันดับต้นๆคือการยกระดับคุณภาพการดำเนินงาน ความสำเร็จของการดำเนินงานใหม่คือตัวชี้วัดประสิทธิภาพของการปฏิรูป เพราะท้ายที่สุด ทุกการตัดสินใจจะต้องสร้างพลังขับเคลื่อนการพัฒนาใหม่ให้แก่ประเทศ.