ข้อสรุปที่ 75 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม สมัยที่ 14 เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมากำหนดให้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในเสาหลักของการพัฒนาประเทศในระยะใหม่ ดังนั้น เวียดนามจึงยังคงส่งสารด้านการต่างประเทศอย่างชัดเจนและสอดคล้องกันว่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคือหลักประกันของสิทธิในการมีชีวิต สิทธิในการมีความปลอดภัย และสิทธิในการพัฒนาของประชาชนทุกคน
ตามข้อมูลของสหประชาชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิมนุษยชน รวมถึงสิทธิในการมีชีวิต สิทธิด้านสุขภาพ สิทธิในการเข้าถึงอาหาร สิทธิในการเข้าถึงน้ำสะอาด สิทธิในการมีที่อยู่อาศัย และสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สะอาดและปลอดภัย
สภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่ปลอดภัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมักถูกมองว่าเป็นผลกระทบที่ต้องแลกกับการพัฒนา หรือเป็นภารกิจที่ดำเนินควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง ตั้งแต่มลพิษทางอากาศในเมืองขนาดใหญ่ ภัยแล้งและการรุกล้ำของน้ำเค็มในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง ไปจนถึงดินถล่มในพื้นที่ภูเขาทางภาคเหนือ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรงต่อสุขภาพ ชีวิต และการดำรงชีพของประชาชน
ทั้งนี้ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคหรือการบริหารจัดการทรัพยากรเท่านั้น หากเป็นคำมั่นทางการเมืองในระดับสูงสุดของพรรคและรัฐในการปกป้องสิทธิส่วนบุคคล รวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนทุกคน โดยข้อสรุปที่ 75 ของคณะกรรมการกลางพรรคได้สร้างจุดเปลี่ยนด้านแนวคิด โดยยืนยันแนวทางสำคัญว่า: “ยึดประชาชนและคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นศูนย์กลางของทุกการตัดสินใจด้านการพัฒนา โดยถือการค้ำประกันสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่ปลอดภัยและบริสุทธิ์ การคุ้มครองสุขภาพ ชีวิต และการดำรงชีพของประชาชนทุกคนเป็นเป้าหมายสูงสุด” ซึ่งในการประชุมทั่วประเทศเพื่อสร้างความเข้าใจ เผยแพร่และนำมติของการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคครั้งที่ 3 ไปปฏิบัติ นาย ฝ่าม ยา ตุ๊ก รองนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำว่า
“การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตและการดำรงชีพของประชาชน ตลอดจนการพัฒนาอย่างยั่งยืน นี่คือความรับผิดชอบและหน้าที่ของทั้งระบบการเมือง องค์กร ภาคธุรกิจ ชุมชน และประชาชนทุกคน โดยยึดประชาชนและคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นศูนย์กลางของทุกการตัดสินใจด้านการพัฒนา”
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงแนวคิดดังกล่าวสะท้อนมุมมองที่สอดคล้องและเข้าใกล้มาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการยืนยันอีกครั้งอย่างหนักแน่นถึงการค้ำประกันสิทธิมนุษยชนท่ามกลางความท้าทายอันรุนแรงในโลกปัจจุบัน โดยธนาคารโลกเคยเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจ “ลบล้าง” ดอกผลของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สั่งสมมาเกือบหนึ่งทศวรรษ และทำให้ประชาชนเวียดนามมากกว่า 1 ล้านคนกลับเข้าสู่ภาวะยากจน ขณะที่พายุและอุทกภัยรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านด่ง รวมถึงการสูญเสียชีวิตของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งโครงการพัฒนาเศรษฐกิจทุกโครงการจะไร้ความหมาย หากต้องแลกมาด้วยมลพิษทางอากาศในเมือง หรือการสูญเสียวิถีชีวิตและรายได้ของเกษตรกรในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงจากปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ เป็นต้นและการที่ข้อสรุปที่ 75 กำหนดให้จัดสรรงบประมาณอย่างน้อย 2% ของรายจ่ายงบประมาณทั้งหมดในแต่ละปีสำหรับสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการควบคุมแหล่งปล่อยมลพิษขนาดใหญ่อย่างจริงจัง และการแก้ไขปัญหามลพิษในเมืองพิเศษ ไม่ได้เป็นเพียงภารกิจด้านเทคนิคเท่านั้น หากเป็นการดำเนินการเพื่อปกป้อง สิทธิด้านสุขภาพของประชาชน
การคุ้มครองวิถีชีวิตและการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความไม่เท่าเทียมกันอย่างรุนแรง โดยกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประชาชนในพื้นที่ภูเขา เขตชายฝั่ง หรือผู้มีรายได้น้อยในเขตเมือง กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากพายุ น้ำท่วม ดินถล่ม และน้ำทะเลหนุน
ซึ่งจากมุมมองด้านสิทธิมนุษยชน การที่รัฐดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อคุ้มครองกลุ่มเปราะบางนี้ ถือเป็นตัวชี้วัดความเป็นธรรมทางสังคม โดยข้อสรุปที่ 75 ได้ระบุแนวทางการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจนว่า “ต้องปรับการวางผังพื้นที่ชุมชน ย้ายประชาชนออกจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ควบคู่กับการสร้างหลักประกันด้านวิถีชีวิตและการดำรงชีพที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชน” โดยในช่วงที่ผ่านมา มีประชาชนหลายหมื่นครัวเรือนได้รับการย้ายออกจากพื้นที่อันตราย ขณะที่พื้นที่นาข้าวหลายแสนเฮกตาร์ได้ปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบการเลี้ยงกุ้งควบคู่กับการทำนา หรือรูปแบบการเกษตรที่สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหาร
นอกจากนี้ เมื่อเวียดนามให้คำมั่นอย่างชัดเจนในการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 เวียดนามจะต้องเผชิญกับความท้าทายของ “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” โดยการเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียนจะทำให้โครงสร้างการจ้างงานเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น แนวทาง “ดำเนินโครงการฝึกอบรม การปรับเปลี่ยนอาชีพ และสนับสนุนการดำรงชีพในกระบวนการปรับเปลี่ยนสีเขียว” ที่ระบุไว้ในข้อสรุปดังกล่าว จึงเป็นคำมั่นว่าจะไม่ทอดทิ้งแรงงานคนใดไว้ข้างหลัง โดยสิทธิแรงงานและสิทธิในการประกอบอาชีพและดำรงชีพของประชาชนจะได้รับการคุ้มครองอย่างครบถ้วน แม้เศรษฐกิจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ตาม นาย ด่าว ซวน ลาย ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กล่าวว่า
“เวียดนามได้ให้คำมั่นในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับเวียดนาม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เศรษฐกิจสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืนในอนาคต และช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย”
ทั้งนี้ วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังคุกคามสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะ สิทธิในการมีชีวิตอยู่ โดยข้อสรุปที่ 75 ของการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคครั้งที่ 3 สมัยที่ 14 ได้วางกรอบนโยบายอย่างครอบคลุม โดยมีวิสัยทัศน์ไปจนถึงปี 2030 และ 2045 พร้อมกำหนดให้การค้ำประกันสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่ชีวิต สุขภาพ ไปจนถึงวิถีชีวิตและการดำรงชีพ เป็นหัวใจสำคัญของทุกมาตรการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนี่ก็คือมาตรวัดคุณค่าสูงสุดของรูปแบบการพัฒนาที่รวดเร็ว เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยั่งยืน ซึ่งเวียดนามกำลังมุ่งปฏิบัติ./.
