เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน กองบัญชาการกลางสหรัฐหรือ CENTCOM แถลงว่า กองกำลังสหรัฐได้เปิดการโจมตีอิหร่านเพื่อตอบโต้เหตุโจมตีเรือพาณิชย์ลำหนึ่งที่กำลังเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน การโจมตีของสหรัฐดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในวันที่ 27 มิถุนายน ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งอากาศยานไร้คนขับหรือ UAV โจมตีใส่ฐานทัพของสหรัฐในประเทศบาห์เรนและคูเวต

การตอบโต้กันไปมา

การตอบโต้กันในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นความตึงเครียดทางทหารระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ที่ทั้งสองประเทศลงนามใน "บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด" เพื่อยุติการปะทะ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่า เป็นผู้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง พร้อมทั้งมีการแถลงด้วยถ้อยคำแข็งกร้าวและข่มขู่จากผู้นำของทั้งสองประเทศ โดยประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่า “อิหร่านจะสิ้นชาติ” หากสหรัฐกลับมาเปิดปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านประกาศว่า อิหร่านพร้อมยกระดับความรุนแรง หากสหรัฐไม่ยุติการโจมตี

ส่วนบรรดาผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า การปะทะระหว่างสหรัฐกับอิหร่านมีสาเหตุมาจากหนึ่งในประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งมากที่สุดในการเจรจาระหว่างสองฝ่าย นั่นคือการบริหารช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร้อยละ 20 ของการส่งออกทั่วโลก โดยตาม MoU ที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามกัน ช่องแคบแห่งนี้จะกลับมาเปิดให้เดินเรือได้อย่างเสรีเช่นเดียวกับช่วงก่อนเกิดความปะทะ หลังจากครบกำหนด 30 วัน แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า ความเข้าใจของแต่ละฝ่ายเกี่ยวกับ MoU นี้ โดยอิหร่านเห็นว่า ตามเงื่อนไขของ MoU อิหร่านและโอมานจะเป็นฝ่ายเที่ตัดสินใจยกเลิกมาตรการขัดขวางต่าง ๆ และควบคุมการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นาย อับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเตือนว่า

“การแทรกแซงใด ๆ ในประเด็นนี้ หรือความพยายามใด ๆ ที่จะจัดตั้งกลไกใหม่ หรือดำเนินการที่แยกออกกับสิ่งที่สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำลังปฏิบัติ มีแต่จะทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้นและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซล่าช้าออกไปและความตึงเครียดเพิ่มขึ้น เรื่องนี้ก็นำไปสู่เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อช่วงหลายวันที่ผ่านมา ซึ่งได้ทำให้ความตึงเครียดและการเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ทวีความรุนแรงขึ้น”

แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสหรัฐได้ปฏิเสธแถลงการณ์ของอิหร่าน โดยประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันหลายครั้งว่า ตาม MoU ที่ทั้งสองฝ่ายลงนามกัน ช่องแคบฮอร์มุซจะต้องกลับมาเปิดให้เดินเรือได้อย่างเสรีโดยสมบูรณ์และอิหร่านต้องไม่เก็บค่าธรรมเนียมการขนถ่าย ดังนั้น การที่เรือพาณิชย์ถูกขัดขวางไม่ให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงถือเป็นการละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ขณะเดียวกัน นายไมค์ วอลต์ซ (Mike Waltz) เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติเตือนว่า การที่อิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือต่อรองในการเจรจาจะทำให้สถานการณ์แย่ลง เนื่องจากหลายประเทศอาหรับในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียกำลังเร่งผลักดันมาตรการอื่นๆ แทนการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ โดยเฉพาะการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันข้ามพื้นที่ทะเลทราย

ความขัดแย้งในการตีความข้อตกลง

การที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่านกลับมาทวีความรุนแรงขณะที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในข้อตกลงและอยู่ระหว่างการเจรจา แสดงให้เห็นว่าข้อตกลงมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวและรายละเอียดในข้อตกลงรวม 14 ข้อยังคงมีช่องโหว่หลายประการ ส่งผลให้แต่ละฝ่ายตีความเนื้อหาของข้อตกลงแตกต่างกัน โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญ ได้แก่ ช่องแคบฮอร์มุซ การปะทะในเลบานอนและการตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน สำหรับประเด็นเลบานอน เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน สหรัฐ อิสราเอลและเลบานอนได้ลงนามในข้อตกลงกรอบไตรภาคี ซึ่งกำหนดกลไกที่ชัดเจนและเป็นระบบเพื่อฟื้นฟูอธิปไตยของเลบานอน ปลดอาวุธของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และอำนวยความสะดวกให้อิสราเอลถอนกำลังกลับสู่พรมแดนของตนเมื่อภัยคุกคามต่อพลเมืองอิสราเอลถูกยกเลิก แต่ข้อตกลงนี้แทบไม่กล่าวถึงบทบาทของอิหร่าน ซึ่งขัดกับแถลงการณ์ของอิหร่านว่า MoU ระหว่างสหรัฐกับอิหร่านอนุญาติให้อิหร่านเข้าร่วมการกำหนดโครงสร้างอำนาจในเลบานอนมากขึ้น พร้อมทั้งบังคับให้อิสราเอลต้องยุติปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนโดยทันที ซึ่งจนถึงขณะนี้เรื่องนี้ก็ยังไม่ได้รับการปฏิบัติหลังจากที่สหรัฐและอิหร่านได้ลงนาม MoU

สำหรับปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่าน ความขัดแย้งด้านการตีความก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐประกาศหลายครั้งว่า จะเข้าควบคุมคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถภาพของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านยังคงยืนยันสิทธิในการเสริมสมรรถภาพยูเรเนียมเพื่อรับใช้เป้าหมายด้านพลเรือนของตน แม้ว่าจะดำเนินการในระดับที่ต่ำกว่า ความแตกต่างในคำประกาศของทั้งสองฝ่ายได้ส่งผลให้นาย ราฟาเอล กรอสซี (Rafael Grossi) ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA ต้องออกมาเตือนว่า

“บางที คำแถลงที่ขาดความชัดเจนหรือขัดแย้งกันจากทั้งสองฝ่าย คือสหรัฐและอิหร่าน มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากมุมมองทางการเมือง แต่อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงได้มีข้อตกลงฉบับหนึ่งและเพื่อปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น IAEA จำเป็นต้องได้รับอนุญาตให้เข้าถึงพื้นที่และดำเนินการตรวจสอบ”

คำถามในขณะนี้คือ ความตึงเครียดทางทหารและการตีความที่แตกต่างกันระหว่างสหรัฐและอิหร่านจะนำไปสู่ความล้มเหลวของ MoU หรือไม่ บรราดผู้สังเกตการณ์ยังเห็นว่า MoU จะยังคงอยู่เนื่องจากทั้งสหรัฐและอิหร่านยังคงให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ต่อมาตรการทางการทูต วันที่ 28 มิถุนายนสื่อสหรัฐได้รายงานว่า สหรัฐและอิหร่านได้ตกลงที่จะยุติการโจมตีตอบโต้กันโดยทันทีเป็นการชั่วคราวและจะจัดการเจรจาในวันที่ 30 มิถุนายน ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อหาทางคลี่คลายความขัดแย้งเกี่ยวกับปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ โดยในตอนแรก การเจรจาดังกล่าวได้กำหนดจัดขึ้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และมุ่งเน้นไปที่ปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้การเจรจาต้องย้ายสถานที่ไปยังกรุงโดฮา พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนประเด็นหลักของการหารือไปสู่เรื่องความมั่นคงทางทะเลบนเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์แห่งนี้.