มติที่ 36 ได้วางรากฐานสำหรับการเสริมสร้างกลุ่มมหาสามัคคีในชาติ การดูแล สนับสนุน และอำนวยความสะดวกให้ชาวเวียดนามในต่างประเทศมีความผูกพันกับมาตุภูมิ ขณะที่มติที่ 23 ได้ยกระดับวิธีการเข้าถึง โดยไม่เพียงมุ่งสร้างความผูกพันเท่านั้น หากยังมุ่งส่งเสริมและเดินหน้าใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังของชุมชนชาวเวียดนามในต่างประเทศ อีกทั้งขยายขอบเขตของกระบวนการพัฒนาให้ชาวเวียดนามในต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบัน มีชาวเวียดนามมากกว่า 6.5 ล้านคน อาศัยอยู่ในกว่า 130 ประเทศและดินแดน โดยประมาณร้อยละ 80 อาศัยอยู่ในประเทศพัฒนา ซึ่งนับวันมีศักยภาพทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี ธุรกิจ การเงิน และเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นับเป็นแหล่งพลังสำคัญสำหรับกระบวนการผสมผสานและเชื่อมโยงกับนานาประเทศของเวียดนาม
แหล่งพลังเชิงยุทธศาสตร์
หลังจากดำเนินการตามมติที่ 36 มาเกือบ 20 ปี ความผูกพันของชาวเวียดนามในต่างประเทศกับมาตุภูมิได้รับการเสริมสร้างให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถกระตุ้นแหล่งพลังด้านเงินทุนที่ส่งกลับประเทศ การลงทุน องค์ความรู้ และวัฒนธรรมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญเพื่อยกระดับแนวคิดเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านชาวเวียดนามในต่างประเทศต่อไป โดยจากการต่อยอดมติที่ 36 มติที่ 23 เปิดแนวทางการพัฒนาใหม่ จากการสร้างความผูกพัน ระดมและดูแล ไปสู่ความร่วมมือ การสร้างสรรค์ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากแหล่งพลัง
ทั้งนี้ ชาวเวียดนามในต่างประเทศได้รับการยืนยันว่าไม่เพียงเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากประชาชาติได้เท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งพลังเชิงยุทธศาสตร์ เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเวียดนามกับโลก และเข้ามามีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นในกระบวนการพัฒนาประเทศ นาง เล ถิ ทู หั่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม กล่าวว่า
“จุดใหม่คือแนวคิดหลักที่ครอบคลุมมติที่ 23 ซึ่งเป็นการยกระดับแนวคิด จากการระดม การรวมพลัง และการใส่ใจดูแล มาเป็นการร่วมสร้างสรรค์ โดยมุ่งสร้างกลไกเพื่อระดมแหล่งพลังจากชาวเวียดนามในต่างประเทศให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นในกระบวนการสร้างและพัฒนาประเทศในยุคใหม่ ขณะเดียวกันก็ต้องจัดทำนโยบายด้านสิทธิประโยชน์ สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่โปร่งใสและมีการแข่งขัน มอบอำนาจในการตัดสินใจ ค้ำประกันเงื่อนไขสำหรับการเข้ามามีส่วนร่วมและอุทิศตนเพื่อประเทศในระยะยาวอย่างยืดหยุ่น รวมทั้งยกย่องและใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพจากผลงานและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าของชาวเวียดนามในต่างประเทศ โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์และนวัตกรรม”
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองใหม่ว่า แหล่งพลังจากชุมชนชาวเวียดนามในต่างประเทศไม่ได้อยู่นอกกระบวนการพัฒนาประเทศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของพลังภายในของประเทศ ดังนั้น นโยบายจึงไม่ควรมุ่งเพียงดึงดูดแห่งพลังเท่านั้น แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่โปร่งใส มีการแข่งขัน เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และเคารพความแตกต่าง เพื่อให้แต่ละคนสามารถนำจุดแข็งของตนเองมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มติที่ 23 เน้นการสร้างกลไกที่เป็นรูปธรรมและมีความก้าวหน้า เพื่อดึงดูดและส่งเสริมบทบาทของผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ นักธุรกิจ ศิลปิน และคนรุ่นใหม่
ในสภาวการณ์ดังกล่าว สำนักงานตัวแทนของเวียดนามในต่างประเทศก็มีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการเชื่อมโยง รับฟัง และร่วมมือกับชุมชนชาวเวียดนามในต่างประเทศ นาย เจิ่น เฟื้อก แอง เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำสิงคโปร์ กล่าวว่า
“สำหรับสถานเอกอัครราชทูต บทบาทด้านการเชื่อมโยงในงานการทูตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถือเป็นภารกิจที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกมาโดยตลอด เราประสานงานกับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญชาวเวียดนามในประเทศสิงคโปร์ รวมถึงคณะกรรมการประสานงานชุมชนชาวเวียดนามในสิงคโปร์ คณะอนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการชั้นนำในสาขาต่าง ๆ ปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญชั้นนำชาวเวียดนามในหลากหลายสาขา เช่น เทคโนโลยีควอนตัม AI เซมิคอนดักเตอร์ บล็อกเชน และวัสดุขั้นสูง เป็นต้น โดยหลายคนมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติและระดับภูมิภาค ซึ่งถือเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่ทางสถานทูตใช้ประโยชน์และเชื่อมโยงเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม”
ร่วมแรงร่วมใจเพื่อการพัฒนาประเทศ
ทั้งนี้ เรื่องราวจากสิงคโปร์สะท้อนให้เห็นว่า ขอบเขตด้านการพัฒนาต่างๆสำหรับการมีส่วนร่วมและอุทิศตนเพื่อประเทศไม่ได้ขยายตัวผ่านนโยบายใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากรูปแบบการเชื่อมโยงใหม่ๆด้วย นาง เล ถิ ทู หั่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม ยืนยันว่า
“ดิฉันเชื่อว่าชาวเวียดนามในต่างประเทศจะมีโอกาสมากขึ้นในการมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นในกระบวนการสร้างสรรค์ พัฒนา และปกป้องมาตุภูมิ ปัจจุบันชุมชนชาวเวียดนามในต่างประเทศกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและเข้มแข็ง ทั้งในด้านจำนวนและคุณภาพ โดยมีมากกว่า 6.5 ล้านคนในกว่า 130 ประเทศและดินแดน ซึ่งร้อยละ 80 อาศัยอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ตลอดจนนักธุรกิจก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในหลายประเทศ ชาวเวียดนามในต่างประเทศมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกีฬา ดิฉันเชื่อว่า แถวขบวนปัญญาชน นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะสามารถมีส่วนร่วมกับประเทศได้อย่างมาก ในสภาวการณ์ที่เวียดนามกำลังมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนาที่แข็งแกร่งมั่งคั่งภายในปี 2030 และ 2045”
มติที่ 23 ยังได้กำหนดบทบาทของชาวเวียดนามในต่างประเทศให้เป็นทูตด้านวัฒนธรรม เป็นตัวแทนของประเทศและคนเวียดนามในพื้นที่อาศัย ศึกษา และทำงาน ซึ่งนี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงแนวคิดเกี่ยวกับซอฟพาวเวอร์ โดยวัฒนธรรมไม่ได้มีหน้าที่เพียงอนุรักษ์เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นทรัพยากรในการเผยแพร่ภาพลักษณ์ของประเทศ ขยายความเชื่อมโยงกับนานาประเทศ และยกระดับสถานะของเวียดนาม
ภายใต้วิธีการเข้าถึงดังกล่าว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ จิตใจใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับชุมชนชาวเวียดนามในต่างประเทศ นั่นคือการมีความไว้วางใจมากขึ้น เปิดใจมากขึ้น และเดินหน้าในการมอบโอกาสให้ชาวเวียดนามในต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาประเทศ
ทั้งนี้ จากการ “มุ่งใจสู่มาตุภูมิ” สู่การ “ร่วมพัฒนามาตุภูมิ” ระยะทางทางภูมิศาสตร์จึงไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป โดยมติที่ 23 กำลังเปิดขอบเขตกระบวนการพัฒนาให้ชาวเวียดนามในต่างประเทศทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศด้วยองค์ความรู้ ด้วยเทคโนโลยี ด้วยประสบการณ์ ด้วยพลังทางการเงิน วัฒนธรรม และความสามารถในการเชื่อมโยงเวียดนามกับโลก./.
