(VOVworld)-การประชุมผู้นำกลุ่มประเทศกําลังพัฒนาที่มีการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วหรือ บริคส์ (BRICS) ได้มีขึ้นวันที่15กรกฎาคม ณ ประเทศบราซิล โดยมีผู้นำของทั้ง5ประเทศสมาชิกได้แก่รัสเซีย อินเดีย จีน บราซิลและแอฟริกาใต้เข้าร่วมเพื่อหารือและผ่านความเห็นชอบในเนื้อหาที่สำคัญต่างๆโดยเฉพาะปัญหาทางเศรษฐกิจเพื่อยกระดับสถานะของกลุ่มในขอบเขตทั่วโลก

การประชุมสุดยอดบริคส์ครั้งที่๕เมื่อปี๒๐๑๓

บริคส์เป็นกลุ่มประเทศที่มีประชากรคิดเป็น1/3และมีพื้นที่คิดเป็นกว่า1/4ของโลก ซึ่งตามข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ กลุ่มประเทศบริคส์มียอดรวมผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีปี2013อยู่ที่กว่า 1หมื่น6พันล้านล้านเหรียญสหรัฐและมีการพยากรณ์ว่ากลุ่มนี้อาจจะแซงหน้ากลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกหรือจี7ในปี2027 ซึ่งในจำนวน5ประเทศสมาชิกของบริคส์ จีนถือเป็นแหล่งผลิตใหญ่ของโลก บราซิลคือแหล่งวัตถุดิบสำคัญ ในขณะที่รัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก อินเดียถือเป็นศูนย์ราชการส่วนแอฟริกาใต้คือคลังทรัพยากรแห่งแอฟริกา

เมื่อปี2000 จีดีพีของประเทศในกลุ่มคิดเป็นเพียงร้อยละ8ของยอดรวมจีดีพีของโลกเท่านั้นแต่ตามการพยากรณ์ขององค์การประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐศาสตร์ อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต(EIU) ของอังกฤษนั้น ถึงปี2016 ส่วนร่วมของบริคส์ในเศรษฐกิจโลกจะอยู่ที่ร้อยละ30 ถึงแม้อัตราการขยายตัวในช่วงที่ผ่านมาอาจจะชลอตัวไปบ้างแต่เศรษฐกิจของกลุ่มบริคส์ยังคงถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลกที่กำลังต้องการการขยายตัวที่มีความสมดุลมากขึ้น

การถ่วงดุลการพัฒนาของเศรษฐกิจโลก

ก่อนการประชุมสุดยอดบริคส์ ได้มีการเปิดเผยข่าวว่าในการประชุมครั้งนี้จะมีการอนุมัติการจัดตั้งกองทุนเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินและธนาคารเพื่อการพัฒนาบริคส์ ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มประเทศบริคส์ก็เคยเผยถึงแผนการนี้เพื่อแข่งกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกหรือดับเบิ้นยูบี ที่พวกเขาเห็นว่าไม่สามารถเป็นตัวแทนที่ชอบธรรมเพราะอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐและยุโรป ดังนั้นการจัดตั้งธนาคารร่วมถือเป็นมาตรการเพื่อให้บริคส์ขยายอิทธิพลมากขึ้นในเวทีโลก

นาย อันโทน ซีลูอานอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังรัสเซียได้เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นธนาคารเพื่อการพัฒนาบริคส์จะมีเงินทุน1หมื่นล้านเหรียญสหรัฐและอาจจะเพิ่มขึ้นถึง1แสนล้านเหรียญสหรัฐโดยแบ่งอัตราการร่วมมือของฝ่ายต่างๆเท่ากัน คือแต่ละประเทศจะสบทบเงิน1หมื่นล้านเหรียญสหรัฐภายในเวลา7ปี โดยธนาคารนี้เป็นธนาคารเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและจะเริ่มปล่อยกู้ตั้งแต่ปี2016พร้อมทั้งยังให้โอกาสแก่ประเทศสมาชิกของสหประชาชาติที่มีความประสงค์เข้าร่วมด้วยแต่บริคส์จะต้องถือหุ้นกว่าร้อยละ55

นอกจากนั้นแล้วกองทุนเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินเพื่อปกป้องเศรษฐกิจในกลุ่มต่อความผันผวนของตลาดจะได้รับการจัดตั้งด้วยจำนวนเงินทุนเบื้องต้นที่1แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจีนจะสบทบทุนมากที่สุดคือ4หมื่น1พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนบราซิล อินเดียและรัสเซียสบทบประเทศละ1หมื่น8พันล้านเหรียญสหรัฐ แอฟริกาใต้สบทบ5พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและป้องกันความเสี่ยงทางการเงินของทั้ง 5 ประเทศจากสภาวะการเงินโลกที่ผันผวน

ความท้าทายที่รออยู่ไม่น้อย

เพื่อให้กลไกทางการเงินทั้งสองนี้ดำเนินการได้จำเป็นต้องรอการอนุมัติจากสำนักงานนิติบัญญัติของทุกประเทศสมาชิกของบริคส์ที่คาดว่าจะต้องใช้เวลา1ปี ซึ่งยังไม่รวมถึงจำนวนเงิน1แสนล้านเหรียญสหรัฐที่สบทบเข้ากองทุนเงินสำรองของบริคส์ที่คิดเป็นร้อยละ2.2ของยอดเงินสำรองต่างประเทศรวมกว่า4ล้านล้านเหรียญสหรัฐของบริคส์ซึ่งถือว่ายังไม่มากพอเพื่อปฏิบัติเป้าหมายต่างๆของกองทุนนี้

ส่วนนักวิเคราะห์ระหว่างประเทศก็มีความเห็นเช่นเดียวกันว่า ยอดเงินทุนของธนาคารและกองทุนเงินสำรองของบริคส์ยังไม่มากพอเพื่อกระตุ้นการขยายตัวในสภาวการณ์ที่นักลงทุนต่างประเทศไม่ให้ความสนใจเข้าร่วมกลไกการเงินนี้มากเหมือนแต่ก่อน ส่วนประเทศสมาชิกเองก็กำลังเน้นความสนใจในการแก้ไขปัญหาภายในประเทศของตนไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่บราซิล วิกฤตในยูเครนและนโยบายใหม่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของทางการนาย นาเรนดรา โมดี นายกฯคนใหม่ของอินเดีย ซึ่งนาย อาร์วินด์ ซูบาร์มานาน จากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ปีเตอร์สัน มีความเห็นว่า สำหรับประเทศอินเดีย เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและการควบคุมเงินเฟ้อถือว่ามีความสำคัญเหนือกว่าความร่วมมือของบริคส์ ในขณะที่รัสเซียคาดหวังว่าบรรดาผู้นำบริคส์จะทำการหารือเกี่ยวกับปัญหาระหว่างประเทศและแสดงความเห็นต่อต้านแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของประเทศตะวันตก ซึ่งสิ่งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นจากคำยืนยันของประธานาธิบดีรัสเซียก่อนเปิดการประชุมสุดยอดบริคส์ว่า รัสเซียจะเร่งรัดให้ประเทศสมาชิกของบริคส์ เห็นชอบมาตรการป้องกันการคว่ำบาตรจากสหรัฐ

ทั้งนี้ บรรดาประเทศสมาชิกบริคส์กำลังมีโอกาสใหม่เพื่อขยายอิทธิพลในชีวิตทางเศรษฐกิจและการเมืองโลกหลังวิกฤตการเงินเมื่อปี2008 ซึ่งการจัดตั้งกองทุนเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินและธนาคารเพื่อการพัฒนาบริคส์ถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญในตลาดการเงินโลกและแน่นอนว่าทั้งรัสเซีย อินเดีย จีน บราซิลและแอฟริกาใต้จะไม่พลาดการรับโอกาสนี้ในการประชุมสุดยอดบริคส์ครั้งที่6นี้./.