ไม่ว่าจะเป็นมลพิษ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ ล้วนเป็นปัญหาที่ทุกประเทศต้องร่วมมือแก้ไข ในบริบทดังกล่าว เวียดนามกำลังเดินหน้ามีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งและผลักดันกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการบริหารจัดการทะเล ขยายพื้นที่ความร่วมมือเพื่อสนับสนุนเป้าหมายระดับชาติในการพัฒนาอย่างยั่งยืนจากทะเล

ความตกลงว่าด้วยการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนจากความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในพื้นที่นอกเขตอำนาจรัฐ หรือ สนธิสัญญาทะเลหลวง (BBNJ) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมาถือเป็นกรอบกฎหมายสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลอย่างยั่งยืน อันเป็นการแปรอนุสัญญาสหประชาชาติเกี่ยวกับกฎหมายทางทะเล ปี1982 หรือ UNCLOS 1982 ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

จากการเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆที่ให้สัตยาบันความตกลงดังกล่าวเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2025 เวียดนามได้ยืนยันพันธกรณีในการส่งเสริมความร่วมมือและกฎหมายระหว่างประเทศด้านการบริหารจัดการทะเล โดยการดำเนินการตามสนธิสัญญาทะเลหลวง หรือ BBNJ ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับผลประโยชน์ในการพัฒนาของเวียดนาม และมีส่วนร่วมโดยตรงต่อเป้าหมายการสร้างเวียดนามให้เป็นประเทศที่แข็งแกร่งและมั่งคั่งจากทะเล

เชื่อมโยงโดยตรงกับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจทางทะเลของประเทศ

มติที่ 36 ของส่วนกลางว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลของเวียดนามอย่างยั่งยืนจนถึงปี 2030 วิสัยทัศน์ถึงปี 2045 ได้กำหนดเป้าหมายให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งและมั่งคั่งจากทะเล พร้อมทั้งย้ำถึงความจำเป็นในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างเหมาะสม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล และเดินหน้าขยายความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับทะเลอย่างแข็งขัน ดังนั้น การดำเนินการตามสนธิสัญญาทะเลหลวงจึงเชื่อมโยงโดยตรงกับผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของประเทศริมฝั่งทะเล รองศาสตราจารย์ ดร. หวูแทงกา อดีตหัวหน้าสถาบันวิจัยมหาสมุทรและหมู่เกาะเวียดนาม วิเคราะห์ว่า

“BBNJ ช่วยให้ประเทศที่มีระดับการพัฒนาต่ำกว่าสามารถเรียนรู้ประสบการณ์จากประเทศที่พัฒนาแล้วเพื่อนำมาใช้ในการอนุรักษ์และการพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลอย่างยั่งยืน อีกทั้งช่วยให้เวียดนามสามารถแปรสนธิสัญญาทะเลหลวงให้เป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย สำหรับเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดไม่ได้ใช้เฉพาะในพื้นที่ทะเลนอกเขตอำนาจศาลเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาใช้ในเขตทะเลของเวียดนามได้ ซึ่งจะช่วยให้เวียดนามสามารถอนุรักษ์และพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลได้อย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ BBNJ ได้เปิดโอกาสใหม่ๆสำหรับความร่วมมือ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของเวียดนาม เช่น การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพก็เพื่อปกป้องทรัพยากรสำหรับเศรษฐกิจทางทะเล การวิจัยทรัพยากรพันธุกรรมทางทะเลเปิดโอกาสใหม่ให้แก่วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ๆ ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและผลประโยชน์ของชาติ รองศาสตราจารย์ ดร. ด้านวิทยาศาสตร์ชีววิทยาทางทะเล หวอสีต๊วน กล่าวว่า

“การพัฒนาอย่างยั่งยืนหมายความว่า เราต้องสร้างความมั่งคั่งจากทะเล ซึ่งความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในทะเลไม่มีพรมแดน ดังนั้น เราจำเป็นต้องร่วมมือกับประเทศต่างๆในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เดินหน้ามีส่วนร่วมและมีบทบาทเชิงรุกในกิจกรรมระหว่างประเทศเพื่อแบ่งปันทรัพยากรและข้อมูลถึงจะสามารถรับทรัพยากรและการสนับสนุนจากหุ้นส่วนระหว่างประเทศ และร่วมกันแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนได้ เช่น การจัดตั้งพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเลข้ามพรมแดน”

มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการจัดทำและปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศด้านทะเล

ก่อนที่จะมี BBNJ เวียดนามได้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการผลักดัน UNCLOS 1982 เช่น ส่งเสริมกรอบกฎหมายสำหรับการบริหารจัดการทะเลและมหาสมุทร เป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งกลุ่มเพื่อนของ UNCLOS และในปี 2025 ได้ดำรงตำแหน่งประธานการประชุมครั้งที่ 35 ของรัฐภาคี UNCLOS หรือ SPLOS 35

การที่เวียดนามเป็นประเทศแรกๆให้สัตยาบัน BBNJ ประกอบกับการที่รองศาสตราจารย์ ดร. เหงวียนถิลานแอง ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ หรือ ITLOS วาระปี 2026–2035 ถือเป็นหมุดหมายที่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเวียดนามในการบริหารจัดการมปัญหาหาสมุทรที่ชัดเจนยิ่งขึ้น นาง Gillian Bird เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำเวียดนาม และนาย Lewe Paul หัวหน้าสำนักงานตัวแทนมูลนิธิ Konrad-Adenauer-Stiftung ประจำเวียดนาม ยืนยันว่า

“ดิฉันคิดว่าความมุ่งมั่นและการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของเวียดนามได้รับการยอมรับผ่านการที่เมื่อไม่นานมานี้ ดร. ลานแอง ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ซึ่งนี่เป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญและนับเป็นครั้งแรกที่มีผู้พิพากษาชาวเวียดนามที่ดำรงตำแหน่งนี้”

“นี่เป็นความสำเร็จที่น่าจดจำ ไม่เพียงเป็นความสำเร็จส่วนบุคคลของรองศาสตราจารย์ ดร. ลานแอง เท่านั้น แต่ยังเป็นการยอมรับที่สำคัญต่อบทบาทและส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้นของเวียดนามในการพัฒนาและบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศด้านทะเล การที่เธอได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศยังเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการที่ความตกลงระหว่างประเทศจะสามารถเกิดผลได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อมีบุคคลที่มีคุณสมบัติเพรียบพร้อมที่จะแปรมาตรฐานและพันธกรณีระหว่างประเทศให้กลายเป็นการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม”

จากการมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาไปจนถึงการมีส่วนร่วมในการนำกติกาไปปฏิบัติ เวียดนามกำลังเชื่อมโยงความรับผิดชอบระหว่างประเทศกับผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของประเทศ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งและมั่งคั่งจากทะเล.