ผลสำเร็จจากการเยือนต่างประเทศของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ได้ช่วยแปรความคาดหวังต่างๆ ให้เป็นรูปธรรม ด้วยวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ที่คล้ายคลึงกัน ความมุ่งมั่นร่วมกันในการพัฒนาและความเชื่อมโยงอันแน่นแฟ้น เวียดนาม ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ จะยังคงเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญของกันต่อไป มีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งต่อสันติภาพ เสถียรภาพและการพัฒนาในภูมิภาคและโลกต่อไป

เพิ่มพลังขับเคลื่อนให้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับไทย สิงคโปร์และฟิลิปปินส์

การเยือนครั้งนี้มีขึ้นในสถาวะการณ์ที่ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับไทย และระหว่างเวียดนามกับสิงคโปร์เพิ่งได้รับการยกระดับขึ้นเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านและในปีนี้ ครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเวียดนามกับไทยและเวียดนามกับฟิลิปปินส์ ดังนั้น ผู้นำระดับสูงสุดของเวียดนามและผู้นำระดับสูงของทั้งสามประเทศได้หารืออย่างกว้างลึกเกี่ยวกับการกำหนดแนวทางใหญ่ ๆ เพื่อปฏิบัติกรอบความร่วมมือต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนให้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับทั้งสามประเทศในเวลาที่จะถึง

ณ ประเทศไทย ทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือหลายฉบับ โดยเฉพาะแผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระยะปี 2026–2031 ซึ่งตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าต่างตอบแทนขึ้นเป็น 2 หมื่น 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่สะท้อนให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคีกำลังมีความเป็นรูปธรรมและมีความหมายสำคัญมากขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างเกื้อหนุนกันในสภาวการณ์ที่เกิดความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจในทั่วโลกโลก การที่สองประเทศได้เปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” สะท้อนความสัมพันธ์มิตรภาพที่แน่นแฟ้นและความร่วมมือที่นับวันรอบด้านมากขึ้น ส่วนสารเกี่ยวกับการส่งเสริมยุทธศาสตร์ “Three Connects” เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ในกรอบความร่วมมือระหว่างสองประเทศได้รับการขานรับอย่างเต็มที่จากนักวิชาการและสถานประกอบการ นาย สุวัชชัย ทรงวานิช เลขาธิการสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนามกล่าวว่า

“ยุทธศาสตร์ “Three Connects” ได้กำหนดเส้นทางที่ชัดเจนให้แก่ทั้งสองประเทศ ตั้งแต่การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาสถานประกอบการท้องถิ่น ไปจนถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน”

ที่ประเทศสิงคโปร์ ก็มีจุดเด่นที่สร้างนิมิตหมายทางประวัติศาสตร์เช่นกัน โดยความหนาแน่นของการหารือในกรอบการเยือนได้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้นำทั้งสองประเทศในการผลักดันการดำเนินเนื้อหาสาระของความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านให้เกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริง การเยือนครั้งนี้บรรลุผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมต่างๆ ผู้นำทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทุกสาขา โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง การปรับเปลี่ยนแห่งสีเขียว พลังงานหมุนเวียนและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดังที่เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ได้กล่าวในฟอรั่มเชื่อมโยงเทคโนโลยีเวียดนาม–สิงคโปร์ ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ในโอกาสที่จะขยายความร่วมมือไปสู่สาขาที่มีองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงมากยิ่งขึ้น

“สิ่งที่เรามุ่งหวังไม่ใช่เพียงแต่การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีเท่านั้น หากยังเป็นการร่วมกันพัฒนาศักยภาพทางเทคโนโลยี ร่วมกันสร้างคุณค่าใหม่ที่สามารถเข้าไปมีบทบาทลึกซึ้งในห่วงโซ่คุณค่าภูมิภาคและโลกมากขึ้น และไปไกลกว่ากรอบฟอรั่มเพื่อการเชื่อมโยง สิ่งที่เราต้องมุ่งเน้นคือสร้างสรรค์พื้นที่แห่งความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเวียดนาม–สิงคโปร์อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยองค์ความรู้ ข้อมูล เทคโนโลยีและแหล่งบุคลากรที่มีคุณภาพสูงจะได้รับการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และโซลูชันทางเทคโนโลยีที่มีคุณค่าทั้งในระดับภูมิภาคและโลก”

ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามเอกสารความร่วมมือหลายฉบับระหว่างกระทรวง หน่วยงาน และท้องถิ่นของทั้งสองประเทศ โดยที่น่าสนใจคือการผลักดันรูปแบบนิคมอุตสาหกรรมเวียดนาม–สิงคโปร์หรือ VSIP รุ่นใหม่ (VSIP 2.0) ซึ่งมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและอัจฉริยะ

การเยือนฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประธานอาเซียนปี 2026 ประเทศสุดท้ายในกรอบการเยือนครั้งนี้ของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ได้รับการประเมินว่า นี่เป็นนิมิตหมายด้านประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ทวิภาคีเนื่องจากเกิดขึ้นในสภาวการณ์ที่ทั้งสองประเทศกำลังมุ่งสู่การเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตที่ 12 กรกฎาคม อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกในรอบครึ่งศตวรรษที่ผู้นำสูงสุดของพรรคและรัฐเวียดนามได้เดินทางไปเยือนประเทศฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของเวียดนามต่อประเทศฟิลิปปินส์เท่านั้น หากยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีขึ้นสู่ขั้นสูงใหม่อย่างมีเสถียรภาพ ยั่งยืนและจริงจังมากขึ้น รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งและการเดินพร้อมกับฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนปี 2026 ผลสำเร็จในการเยือนครั้งนี้ยังช่วยกำหนดวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ทั้งในระยะสั้น ในอีก 50 ปีข้างหน้าและในเวลาต่อๆ ไป

นิมิตรหมายในการสนทนาแชงกรี-ลา

ไฮไลท์ที่สำคัญในการเยือนครั้งนี้คือ การที่เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ได้กล่าวสุนทรพจน์ในการสนทนาแชงกรี-ลา 2026 ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยนักวิชาการได้ประเมินว่า เนื้อหาสำคัญในคำแถลงของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม คือ ได้เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศร่วมกันแก้ไขวิกฤตความไว้วางใจเชิงยุทธศาสตร์ เสริมสร้างระเบียบระหว่างประเทศที่อาศัยกฎระเบียบและให้ความสำคัญต่อบทบาทการเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาระดับภูมิภาคและโลก ซึ่งทัศนะนี้ได้รับการประเมินว่าสอดคล้องกับความจำเป็นที่เร่งด่วนในปัจจุบันเมื่อโลกที่กำลังเผชิญความเสี่ยงของการแบ่งขั้วและการเผชิญหน้ามากขึ้น นาย Richard Marles รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย ได้ประเมินว่า

“ผมให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อประเด็นเด่นในสุนทรพจน์ของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม เกี่ยวกับความสำคัญของกฎระเบียบต่อประเทศเรา ซึ่งสอดคล้องกับวิธีที่เรามองความสำคัญของหลักการณ์ร่วม และในแง่นั้น เรารู้สึกว่า มีการเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์ที่นับวันเพิ่มมากขึ้นระหว่างออสเตรเลียกับเวียดนาม ผมได้มีโอกาสพบหารือกับเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิมและพลเอก ฟานวันยาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเวียดนาม ผู้ที่ผมได้ทำงานร่วมกันหลายครั้ง อีกประเด็นหนึ่งที่ผมต้องการกล่าวถึงเกี่ยวกับสุนทรพจน์ของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม คือ การย้ำถึงบทบาทสำคัญของการพัฒนามนุษย์ในแง่ของความมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง”

ในการสนทนาแชงกรี-ลา 2026 เวียดนามได้ส่งสารเกี่ยวกับการสนทนา ความรับผิดชอบและการสร้างความไว้วางใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เวียดนามไม่เพียงแต่เป็นประเทศผู้เข้าร่วมเท่านั้น หากยังเป็นฝ่ายรุกในการมีส่วนร่วมกำหนดวิธีการเข้าถึงความร่วมมือเพื่อสันติภาพ เสถียรภาพและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค.