เนื้อหา 33 ประเด็นที่จะได้หยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุมสภาแห่งชาติครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนภารกิจอันหนักหน่วงเท่านั้น หากยังแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่เร่งด่วนของการปรับปรุงกลไกระเบียบการให้มีความสมบูรณ์เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติ พร้อมทั้งสร้างพื้นฐานทางนิตินัยให้แก่ระยะต่อไปของการพัฒนาประเทศ

ไม่ปล่อยให้กลไกกลายเป็นอุปสรรค

การประชุมวิสามัญครั้งที่ 1 สภาแห่งชาติสมัยที่ 16 มีขึ้นในสภาวการณ์ที่ทั้งประเทศกำลังพยายามบรรลุเป้าหมายการขยายตัวอยู่ที่เลขสองหลักในปี 2026 และปีต่อๆ ไป เพื่อแปรเป้าหมายดังกล่าวให้กลายเป็นความจริง นอกจากแหล่งพลัง โครงสร้างพื้นฐาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำเป็นต้องเร่งแปรแนวทางของพรรคให้กลายเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่มีความได้เปรียบในการปฏิบัติ ดังนั้น เนื้อหาที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรรยากาศการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูประเบียบราชการ องค์กรและรูปแบบของทางการปกครอง 3 ระดับจะได้รับการหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุมครั้งนี้ โดยสภาแห่งชาติไม่เพียงแต่พิจารณาและแก้ไขกฏหมายที่สำคัญหรือตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการใหญ่ๆ เท่านั้น แต่ที่ประชุมยังแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจผลักดันกระบวนการแปรกลไกเหล่านี้เพื่อให้แนวทางและนโยบายต่างๆ จะกลายเป็นพื้นฐานทางนิตินัยให้แก่การพัฒนาโดยเร็ว ในการกล่าวปราศรัยในการประชุม ประธานสภาแห่งชาติ เจิ่นแทงเหมิน ได้ย้ำว่า

“ ภารกิจหลักคือ งานนิติบัญญัติและการตัดสินใจปัญหาสำคัญๆ ของประเทศที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติอย่างแท้จริง ที่ประชุมจะปฏิบัคิความมุ่งมั่นตั้งใจทางการเมือง จิตใจแห่งการเป็นฝ่ายรุก การปฏิบัติอย่างเด็ดขาดและจริงจังของสภาแห่งชาติ รัฐบาลและสำนักงานต่างๆ ในการแปรกลไกและปฏิบัติแนวทางต่างๆ ของพรรคอย่างทันท่วงที ตอบสนองความต้องการและความปรารถนาของประชาชน สถานประกอบการ ไม่พลาดโอกาสพัฒนาประเทศ สภาแห่งชาติ รัฐบาล กระทรวง หน่วยงานและท้องถิ่นต้องเร่งปฏิบัติข้อสรุปที่ 17 ของกรมการเมืองพรรคและกำหนดแนวทางด้านนิติบัญญัติวาระการประชุมสภาแห่งชาติสมัยที่ 16 ค้ำประกันความต้องการด้านคุณภาพและกรอบเวลาที่วางไว้”

ในสภาวการณ์ที่ความต้องการในการพัฒนานับวันเร่งด่วนมากขึ้น การปรับปรุงกลไกให้มีความสมบูรณ์ไม่เพียงแต่อยู่ที่การจัดทำกฎหมายเท่านั้น หากยังกลายเป็นเงื่อนไขให้แนวทางการพัฒนาได้รับการปฏิบัติอย่างทันการณ์และมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการประกาศกฎหมายตรงเวลาที่กำหนดและเป็นฝ่ายรุกในการลดเวลาแปรกลไกต่างๆ ที่มีเงื่อนไขพร้อมสำหรับการปฏิบัติเพื่อไม่พลาดโอกาสการพัฒนาเนื่องจากไม่มีกฏหมายรองรับ นาย เหงวียนเจื่องยาง รองหัวหน้าคณะกรรมาธิการกฎหมายและตุลาการของสภาแห่งชาติแสดงความคิดเห็นว่า

“ร่างกฎหมายและร่างมติที่รัฐบาลและสำนักงานต่างๆ ยื่นต่อสภาแห่งชาติล้วนเป็นเรื่องที่เร่งด่วนและได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ ดังนั้น สภาแห่งชาติได้จัดการประชุมวิสามัญในเดือนสิงหาคมนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของชีวิตและการบริหารจัดการในสังคม รวมทั้งความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศ”

สร้างสรรค์กลไกสำหรับการพัฒนา

ถ้าหากการจัดการประชุมวิสามัญได้แสดงให้เห็นถึงการเป็นฝ่ายรุกของสภาแห่งชาติต่อความต้องการที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติในความเป็นจริง เป้าหมายที่สูงกว่าคือ ไม่เพียงแต่ประกาศกฎหมายต่างๆ ให้ทันการณ์เท่านั้น หากยังต้องยกระดับคุณภาพของการตัดสินใจด้านนิตินัยอีกด้วย ซึ่งกฎหมายจะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและส่งเสริมประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อมีผลบังคับใช้ ดังนั้น เพื่อแปรเป้าหมายนี้ให้กลายเป็นจริง ประธานสภาแห่งชาติ เจิ่นแทงเหมิน ได้ระบุว่า

“ผมขอเสนอให้สำนักงานของสภาแห่งชาติและผู้แทนสภาแห่งชาติมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ความคิดต่อไปในการจัดทำกฎหมาย นโยบายและกฎหมายที่ถูกประกาศต้องเกาะติดสถานการณ์จริง เดินหน้าและเปิดทางให้แก่การพัฒนา ถือประชาชนและสถานประกอบการเป็นศูยน์กลาง ถือคุณภาพและประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายเป็นตัวชี้วัดในการดำเนินงานด้านนิติบัญญัติ ปรับปรุงด้านนิตินัยให้มีความสมบูรณ์เพื่อแก้ไขปัญหาที่เร่งด่วนจากการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมบทบาทและความรับผิดชอบของแต่ละสำนักงานและผู้บริหารในกระบวนการจัดทำและประกาศนโยบาย กฎหมาย โดยเฉพาะสำนักงานที่จัดทำและสำนักงานที่ตรวจสอบ”

ความต้องการในการเปลี่ยนแปลงใหม่ความคิดด้านนิติบัญญัติได้แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่สำคัญไม่เพียงแต่เป็นจำนวนกฎหมายและมติที่จะได้รับการอนุมัติเท่านั้น หากยังรวมถึงคุณภาพและประสิทธิภาพในการบังคับใช้นโยบายต่าง ๆ อีกด้วย ดังนั้น ร่างกฎหมายแต่ละฉบับต้องได้รับการเตรียมพร้อมอย่างรอบคอบ โดยประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านและเกาะติดสถานการณ์ที่เป็นจริงนับตั้งแต่ขั้นตอนแรกๆ ในการจัดทำนโยบาย การดำเนินงานด้านนิติบัญญัติจะบรรลุเป้าหมายในการสร้างสรรค์ประเทศที่สภาแห่งชาติมุ่งหวังได้ก็ต่อเมื่อกฎหมายสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของประชาชน อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ตลอดจนปลดล็อกทรัพยากรเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา

ด้วยเนื้อหาที่จะได้หยิบยกขึ้นมาหารือ การประชุมวิสามัญครั้งที่ 1 สมัยที่ 14 นี้ได้ยืนยันจิตใจแห่งการเป็นฝ่ายรุกและการเปลี่ยนแปลงใหม่ของสภาแห่งชาติในงานด้านนิติบัญญัติต่อไปเพื่อค้ำประกันให้กลไกตอบสนองความต้องการในการพัฒนาประเทศได้อย่างต่อเนื่อง.