ด้วยเสียงสนับสนุน 141 เสียง เสียงคัดค้าน 8 เสียง เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม สมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้อนุมัติมติครั้งประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความพยายามเพื่อความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ ส่วนรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือ OECD เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมระบุว่า ประเทศที่ร่ำรวยยังคงมีส่วนร่วมในการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสภาพภูมิอากาศมากขึ้น
มติครั้งประวัติศาสตร์
มติดังกล่าวที่ประเทศหมู่เกาะวานูอาตูเสนอยืนยันอีกครั้งถึงภาระหน้าที่ของประเทศต่าง ๆในการปฏิบัติคำมั่นเกี่ยวกับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศตามกฎหมายสากล ผลักดันการปฏิบัติความคิดเห็นที่ปรึกษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2025 โดยระบุว่า ประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสภาพภูมิอากาศอย่างสมบูรณ์อาจถือว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และต้องมีภาระหน้าที่ในการชดเชยความเสียหายให้แก่ประเทศที่ได้รับผลกระทบ มติของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติยังสนับสนุนความเห็นของ ICJ ที่ช่วยชี้แจงกฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตามพันธกรณีที่เกี่ยวข้องเพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศและลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
มติฉบับนี้ยังเน้นถึงความจำเป็นในการควบคุมไม่ให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยระบุถึงความต้องการการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานเชื้อเพลิงในระบบพลังงาน สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้รับความเห็นพ้องจากเกือบ 200 ประเทศ ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญากรอบสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ COP ครั้งที่ 28 ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เมื่อปี 2023
การอนุมัติมติดังกล่าว แม้จะถูกคัดค้านจากบางประเทศมหาอำนาจ รวมถึงสหรัฐ แต่ก็ถือว่าเป็นก้าวเดินสำคัญในการส่งเสริมความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าความเห็นของ ICJ และมติของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติจะไม่มีการผูกมัดทางกฎหมายแต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า มตินี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงแนวคิดที่สำคัญ นั่นคือปฏิบัติการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เป็นทางเลือกทางการเมือง แต่เป็นพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ นาย อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติเผยว่า มตินี้มีความสำคัญเป็นพิเศษต่อภูมิภาคที่ต้องเผชิญกับความไม่ยุติธรรมทางภูมิอากาศมานานหลายปีอย่างเช่น ภูมิภาคแอฟริกา
“แอฟริกาจำเป็นต้องเป็นศูนย์กลางของความยุติธรรมทางภูมิอากาศ แอฟริกามีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์ถึงร้อยละ 60 ของโลก แต่กลับได้รับเงินลงทุนด้านพลังงานสะอาดเพียงร้อยละ 2 เท่านั้น หากได้รับเงินลงทุนที่ถูกต้อง แอฟริกาสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 10 เท่าภายในปี 2040 และจะเป็นพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด”
บรรดาผู้สังเกตการณ์เห็นว่า ความท้าทายต่อสำนักงานต่างๆของสหประชาชาติคือการแปรมติดังกล่าวเป็นพันธกรณีที่มีการผูกมัดทางกฎหมายมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดตั้ง “สมุดลงทะเบียนความเสียหายระหว่างประเทศ” เพื่อบันทึกความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการปฏิบัติอย่างรวดเร็ว เพราะนี่คือพื้นฐานในการคำนวณความเสียหายและระบุว่าประเทศใดต้องมีความรับผิดชอบทางกฎหมายในการชดใช้
ก้าวเดินเล็กๆ ของการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ
นอกเหนือจากมติของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติแล้ว รายงาน ของ OECD เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ยังแสดงให้เห็นถึงสัญญาณในเชิงบวก โดยเฉพาะในด้านการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ OECD ระบุว่าประเทศร่ำรวยได้ให้ความช่วยเหลือด้านงบประมาณเป็นจำนวนเงินสูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีให้แก่ประเทศยากจนในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศใน 3 ปีติดต่อกัน หลังจากที่จัดสรรเงินจำนวน 1 แสน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2022 ประเทศร่ำรวยได้เพิ่มเงินสนับสนุนเป็นกว่า 1 แสน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2023 และเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1 แสน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024 นี่ถือเป็นปัจจัยในเชิงบวกในสถานการณ์ที่ประเทศร่ำรวยหลายแห่งกำลังต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจและความไร้เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ ก่อนหน้านี้ นาย ไซมอน สตีลล์ เลขาธิการฝ่ายบริหารกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ได้ให้ข้อสังเกตุว่า แม้จะมีความยากลำบากมากมาย แต่ประเด็นด้านการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศยังคงมีความก้าวหน้าใหม่ ๆอยู่เสมอ
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศยังเห็นว่า ตัวเลขในปัจจุบันยังคงห่างไกลจากพันธกรณีการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศล่าสุด โดยในการประชุม COP29 ณ ประเทศอาเซอร์ไบจานเมื่อปี 2024 ประเทศร่ำรวยได้เห็นพ้องที่จะกำหนดเป้าหมายใหม่ โดยมุ่งมั่นที่จะจัดสรรเงินจำนวน 3 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2035 และตั้งเป้าหมายที่ใหญ่กว่าในการระดมเงินทุนรวม 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีจากทั้งแหล่งเงินทุนภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับประชาคมโลก OECD เผยว่า การทูตด้านสภาพภูมิอากาศโลกกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว และได้ถอนตัวออกจากพันธกรณีด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงลดโครงการช่วยเหลือต่างประเทศจำนวนมาก ในขณะเดียวกัน สหภาพยุโรป ซึ่งเป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านภูมิอากาศรายใหญ่ที่สุด ก็กำลังต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านงบประมาณอย่างหนักเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการปะทะระหว่างรัสเซียกับยูเครน ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศของฝ่ายตะวันตกจึงกำลังผลักดันการขยายกลุ่มประเทศผู้บริจาค โดยเสนอให้ระบุประเทศที่มีเศรษฐกิจเคยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาแต่ปัจจุบันร่ำรวยแล้ว เช่น จีนและซาอุดิอาระเบีย เข้าในรายชื่อประเทศที่ต้องมีความรับผิดชอบ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ภาคเอกชนมีบทบาทในเรื่องนี้มากขึ้น.
