เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม นาย สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐได้ประกาศว่า อาจบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งภายใน 1-2 วัน ส่วนก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าการปะทะใกล้จะเสร็จสิ้นลง แต่อย่างไรก็ตาม ก็เหมือนกับคำประกาศที่ผ่าน ๆ มาของเจ้าหน้าที่สหรัฐคือความชะงักงันยังคงเกิดขึ้นต่อไป

การประกาศที่ไม่เหมือนกัน

ภายหลังคำประกาศของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐไม่กี่วัน เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านได้เสนอเงื่อนไขต่างๆต่อสหรัฐเพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยเรียกร้องให้ถอนทหารออกจากภูมิภาค ชดเชยความเสียหายให้แก่อิหร่าน ให้คำมั่นว่าจะไม่คุกคามอิหร่านอีกในอนาคต ยุติการปะทะกับอิหร่านและกองกำลังพันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาคอย่างถาวร ซึ่งรวมถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะ กลุ่มฮามาส และกลุ่มฮูตี ยุติการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือต่างๆของอิหร่าน ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด และปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้โดยไม่มีเงื่อนไข ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐอิหร่าน นาย โมฮัมหมัด บาเกอร์ ซอลกาเดอร์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ยืนยันว่าเตหะรานจะไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐจะเปลี่ยนพฤติกรรม

ควบคู่กับรายชื่อเงื่อนไขดังกล่าว อิหร่านยังปฏิเสธคำกล่าวของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจาไปได้ครึ่งทางแล้ว โดยนาย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเผยว่า

" ไม่ว่าจะอยู่ในกรณีใด การเจรจาจะเน้นหารือเกี่ยวกับประเด็นเพื่อมุ่งสู่การบรรลุผลงาน ปัจจุบันเราไม่ทำการเจรจากับสหรัฐ แม้จะมีการแลกเปลี่ยนข้อความผ่านตัวกลาง แต่นี่ไม่ใช่การเจรจา เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูลเท่านั้น ตัวกลางยังคงพยายามสร้างพื้นฐานสำหรับการเจรจา แต่ตามจุดยืนของพวกเรา ตราบใดที่การละเมิดบันทึกความเข้าใจยังไม่ยุติลง และสหรัฐยังไม่ได้ชดเชยสิ่งที่พวกเขาละเมิดตามบันทึกนั้น ก็จะไม่มีการฟื้นฟูการเจรจา"

บรรดาผู้สังเกตการณ์เห็นว่า หลังจากที่เกิดความตึงเครียดเนื่องจากการประกาศยุติข้อตกลงหยุดยิง และผลักดันการโจมตีเป้าหมายต่างๆในอิหร่านในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม แต่ไม่สามารถบังคับให้อิหร่านประนีประนอมได้ สถานการณ์ในสนามรบได้บังคับให้สหรัฐ ต้องยอมรับภาวะความชะงักงันในปัจจุบันและกำลังสูญเสียความได้เปรียบให้แก่อิหร่าน สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดผ่านการที่อิหร่านยังคงปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเข้มงวด แสดงท่าทีอย่างแข็งกร้าวต่อเรือที่ผ่านไปมาโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะร่วมกับโอมานในการจัดทำกลไกใหม่เพื่อบริหารช่องแคบแห่งนี้โดยไม่มีการเข้าร่วมของสหรัฐ คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของรัฐสภาอิหร่านได้ผ่านร่างกฎหมาย ว่าด้วยการบริหารช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวเปอร์เซีย โดยเสนอให้รัฐบาลประสานงานกับกองทัพค้ำประกันความมั่นคงและความปลอดภัยทางทะเลและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์นี้

ภาวะชะงักงันจะดำเนินไปถึงเมื่อใด

ภาวะชะงักงันในปัจจุบันทำให้เกิดคำถามว่า รัฐบาลสหรัฐจะสามารถธำรงยุทธศาสตร์แรงกดดันสูงสุดได้นานแค่ไหน ในรายงานฉบับล่าสุดของศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศหรือ CSIS ที่มีสำนักงานในกรุงวอชิงตัน ระบุว่า การที่สหรัฐปิดล้อม กดดันสูงสุด และทำการโจมตีทางอากาศแต่ยังคงธำรงช่องทางการเจรจาทางอ้อมผ่านโอมานและปากีสถาน เป็นรูปแบบหนึ่งของการต่อรองผ่านการเพิ่มความตึงเครียด โดยเป้าหมายของสหรัฐคือบังคับให้อิหร่านยอมรับเงื่อนไขเกี่ยวกับการจำกัดนิวเคลียร์และขีปนาวุธ แต่อย่างไรก็ตาม เส้นแบ่งระหว่าง "การต่อรองเพื่อป้องปราม" กับ "การจุดชนวนสงครามเต็มรูปแบบ" นั้นเปราะบางมาก

นอกจากนี้ เพื่อธำรงยุทธศาสตร์นี้ สหรัฐจะต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องปฏิบัติการทางทหารและปัญหาราคา-ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการที่สหรัฐและพันธมิตรต้องใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นราคาแพง เช่น THAAD, SM-3, Aegis เพื่อโจมตีเป้าหมายราคาถูกของอิหร่านได้เพิ่มแรงกดดันต่อคลังอาวุธสำรองของสหรัฐและจะสร้างผลเสียหายถ้าหากการปะทะยืดเยื้อ รายงานของ CSIS เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมอ้างข้อมูลจากเอกสารงบประมาณปี 2027 ของเพนตากอนระบุว่า การปะทะกับอิหร่านทำให้กองทัพสหรัฐขาดแคลนขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศจำนวนมาก เช่น Patriot มีเหลือต่ำกว่า 1,000 ลูก หรือ THAAD เหลือน้อยกว่า 250 ลูก สถานการณ์นี้บังคับให้รัฐบาลสหรัฐ ต้องขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมถึง 95,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อจัดหาอาวุธเพิ่มเติม และที่สำคัญที่สุดคือ แรงกดดันทางทหารแม้จะปฏิบัติในระยะยาวก็ไม่สามารถเปลี่ยนจุดยืนของอิหร่านได้

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนประเมินว่า ภาวะชะงักงันอาจยืดเยื้อเป็นเวลานานเนื่องจากทั้งสหรัฐและอิหร่านต่างยากที่จะประนีประนอมเกี่ยวกับประเด็นหลักคือการบริหารช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปัจจัยเรื่อง การเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน ดูเหมือนว่า ไม่ใช่เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของสหรัฐ เนื่องจากในการกล่าวปราศรัยต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเมื่อเร็วๆ นี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐอาจต้องยอมรับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง แม้ว่าการลดราคาน้ำมันเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเคยเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่สหรัฐต้องพิจารณาในการปะทะกับอิหร่านก็ตาม.