เวียดนามตั้งเป้าไว้ว่า จนถึงปี 2030 จะกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ทันสมัยและมีรายได้ปานกลางในระดับสูง และจนถึงปี 2045 จะกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและมีรายได้สูง ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวต้องได้รับการปฏิบัติผ่านโครงการ ผลิตภัณฑ์และขีดความสามารถที่เป็นรูปธรรม ในสภาวการณ์นี้ ประเทศต้องการสถานประกอบการที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี มีแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ และมีเครือข่ายการผลิตที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ
สถานประกอบการพัฒนา ประเทศเจริญรุ่งเรือง
ปัจจุบันเวียดนามมีสถานประกอบการที่ดำเนินงานอยู่เกือบ 1.1 ล้านแห่ง ซึ่งมีส่วนร่วมกว่าร้อยละ 60 ต่อ GDP ประมาณร้อยละ 55 ของรายรับเข้างบประมาณแผ่นดินและสร้างงานทำให้แก่แรงงานประมาณ 17.6 ล้านคน แถวขบวนนักธุรกิจเวียดนามมีความคาดหวังอันยิ่งใหญ่ โดยสถานประกอบการภาคเอกชนนับวันเข้าร่วมโครงการคมนาคมขนาดใหญ่ เช่น ถนนไฮเวย์ สนามบิน โครงสร้างพื้นฐานในตัวเมือง โดยเครือบริษัท หว่าฟาด กำลังลงทุนจำนวนเงินกว่า 10 ล้านล้านด่งในโรงงานผลิตรางรถไฟและเหล็กพิเศษในเขตนิคมอุตสาหกรรมยุงก๊วด โดยตั้งเป้าไว้ว่า จะผลิตรางรถไฟความเร็วสูงชุดแรกในไตรมาสแรกของปี 2027 ส่วนในด้านเทคโนโลยีหลัก เมื่อต้นปีนี้ เครือบริษัท FPT ได้ประกาศจัดตั้งโรงงานทดสอบและบรรจุชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงที่นครบั๊กนิง พร้อมทั้งขยายโรงงาน AI บนแพลตฟอร์มของ NVIDIA ต่อไป ส่วนเครือบริษัทเวียดเทล ก็ได้ออกแบบชิป 5G DFE ด้วยตนเองและพัฒนาระบบนิเวศอุปกรณ์ 5G ซึ่งความก้าวหน้าเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สถานประกอบการเวียดนามกำลังหาทางเข้าร่วมห่วงโซ่เทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ปรับเปลี่ยนจากภาวะการปรับตัวเพื่ออยู่รอดเป็นมีความคาดหวังเพื่อพัฒนาก้าวรุดหน้าต่อไป นาย ฝ่ามจุงเกียน ผู้อำนวยการใหญ่บริษัทหุ้นส่วนเครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงานห่งห่าเผยว่า
“นักธุรกิจเวียดนามกำลังแสดงความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่ นั่นคือความมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่งคั่งและมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศ สองคือ นักธุรกิจมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อพรรคและรัฐกำหนดให้เป็นกองกำลังอยู่แถวหน้าด้านเศรษฐกิจ”
วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของพรรคและรัฐ
ในเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา พรรคและรัฐได้ประกาศใช้มติต่างๆเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเปิดทางและสร้างกรอบทางนิตินัยให้แก่กิจกรรมการผลิตและประกอบธุรกิจเพื่อให้สถานประกอบการ นักธุรกิจและแรงงานมีโอกาสพัฒนา โดยมติที่ 68 ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมปี 2025 ของกรมการเมืองพรรคได้ยืนยันว่า เศรษฐกิจภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจ และเป็นกองกำลังเดินหน้าในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ส่วนมติที่ 79 ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมาของกรมการเมืองพรรค ยืนยันบทบาทหลักของเศรษฐกิจภาครัฐ โดยกำหนดความต้องการในการพัฒนาสถานประกอบการภาครัฐที่มีความสามารถในการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์และมติที่ 10 ของกรมการเมืองพรรคที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนปี 2026 ระบุว่า เศรษฐกิจที่มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญและมีบทบาทเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาและการผสมผสานเข้ากับกระแสโลก
บนพื้นฐานนี้ นับเป็นครั้งแรกที่สภาแห่งชาติได้ประกาศใช้มติเที่ 198 ว่าด้วยกลไกและนโยบายพิเศษในการพัฒนาเศรษฐกิจภาคเอกชน ซึ่งเป็นการแปรมติของพรรคให้เป็นรูปธรรมภายในเวลาเพียง 12 วันเท่านั้น โดยเฉพาะ กลไกเฉพาะในมติที่ 206 ของสภาแห่งชาติได้อนุญาตให้แก้ไขอุปสรรคทางกฎหมายให้แก่โครงการลงทุนจำนวนมากได้ทันที ส่วนรัฐบาลได้ยกเลิกเงื่อนไขทางธุรกิจและใบอนุญาตที่ไม่จำเป็นหลายพันชุดบนเจตนารมณ์แห่งการสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาและการบริการ ถือความเชื่อมั่นของสถานประกอบการเป็นตัวชี้วัดเพื่อประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานของสำนักงานภาครัฐ จนถึงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ระยะเวลาการทำระเบียบราชการได้ลดลงร้อยละ 53 ค่าใช้จ่ายในการทำระเบียบราชการได้ลดลงประมาณร้อยละ 55 ประหยัดได้ 23 ล้านล้านด่งต่อปี ควบคู่กับนโยบายยกเว้น ลด และขยายเวลาการชำระภาษีและค่าธรรมเนียม รวมมูลค่าสูงถึง 245 ล้านล้านด่ง ซึ่งในการพบปะกับนักธุรกิจดีเด่น เมื่อบ่ายวันที่ 12 ตุลาคม ณ กรุงฮานอย เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ได้ชี้ชัดว่า
“รัฐต้องแก้ไขปัญหาและข้อบกพร่องให้ถึงที่สุด ส่วนสถานประกอบการต้องเป็นฝ่ายรุกในการเปลี่ยนแปลงใหม่และพัฒนา ความเชื่อมั่นต้องได้รับการเสริมสร้างจากทั้งสองฝ่าย รัฐปกป้องสิทธิ์ที่ชอบด้วยกฎหมายและปฏิบัติตามคำสัญญา ส่วนสถานประกอบการต้องลงทุนในระยะยาว ปฏิบัติตามกฎหมายและแบ่งปันความรับผิดชอบให้แก่แรงงานและชุมชน”
ประเทศที่เจริญเข้มแข็งเป็นที่พึ่งเพื่อให้สถานประกอบการพัฒนาอย่างก้าวไกล สถานประกอบการที่พัฒนาอย่างเข็มแข็งจะมีส่วนช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ประเทศ ปี 2045 ครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งประเทศ คือจุดมุ่งหมายที่เวียดนามกำหนดไว้สำหรับการเป็นประเทศที่พัฒนาแข็งแกร่งและเจริญรุ่งเรือง ซึ่งในกระบวนการนั้น สถานประกอบการและนักธุรกิจมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่ง
