นี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม เสนอในบทสุนทรพจน์เปิดการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคครั้งที่ 3 สมัยที่ 14 โดยเน้นว่า การพึ่งตนเองเชิงยุทธศาสตร์และการยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจแห่งชาติคือรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้เวียดนามพัฒนาได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืนในยุคใหม่
ข้อชี้นำของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ไม่เพียงเป็นแนวทางการพัฒนาภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวคิดด้านการต่างประเทศของเวียดนามอย่างชัดเจน นั่นคือ การเสริมสร้างศักยภาพภายในประเทศเพื่อเดินหน้าผสมผสานเข้ากับกระแสโลก และยกระดับสถานะของประเทศบนเวทีโลก
การพึ่งตนเองเชิงยุทธศาสตร์เริ่มจากพลังภายในประเทศ
การพึ่งตนเองเชิงยุทธศาสตร์ไม่ได้หมายถึงการปิดประเทศ แต่คือการยึดหลักสิทธิในการกำหนดแนวทางการพัฒนาของตนเอง ใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังและโอกาสจากต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อผลประโยชน์ของชาติ จากมุมมองดังกล่าว เอกอัครราชทูต เหงียนกวางคาย ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ เห็นว่า ประเด็นใหม่ในสารของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โต เลิม ในการเปิดการประชุมครั้งที่ 3 คณะกรรมการกลางพรรค สมัยที่ 14 คือ การเปลี่ยนจากแนวคิด “รับมือกับสถานการณ์” ไปสู่ “การสร้างขีดความสามารถของประเทศ”
“สารที่เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โต เลิม นำเสนอในพิธีเปิดการประชุมคณะกรรมการกลางพรรค ครั้งที่ 3 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเวียดนามในยุคใหม่ ในมุมมองด้านการต่างประเทศ การพึ่งตนเองเชิงยุทธศาสตร์และการยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจแห่งชาติหมายถึงการเปลี่ยนผ่านจากภาวะตั้งรับไปสู่การเป็นฝ่ายรุก ประเทศจะมีสถานะที่แท้จริงก็ต่อเมื่อมีทั้งความเข้มแข็งจากภายในและมีความสามารถในการแปรโอกาสจากภายนอกให้เป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนา ดังนั้น การพึ่งตนเองเชิงยุทธศาสตร์จึงต้องผสานกับขีดความสามารถในการดำเนินการแห่งชาติ นั่นคือ ความสามารถในการแปรนโยบายและการตัดสินใจให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมผ่านระบบธรรมาภิบาลที่มีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและนโยบายการต่างประเทศที่คล่องตัว”
ตามความเห็นของเอกอัครราชทูต เหงียนกวางคาย หากการพึ่งตนเองเชิงยุทธศาสตร์คือความสามารถในการเลือกทิศทางที่ถูกต้อง ขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจแห่งชาติก็คือความสามารถในการแปรทางเลือกนั้นให้เป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ผลสำเร็จที่เวียดนามได้บรรลุในช่วง 6 เดือนแรกของปี สะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถดังกล่าวในระดับหนึ่ง เช่น เครือข่ายหุ้นส่วนระหว่างประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การทูตด้านเศรษฐกิจนำมาซึ่งข้อตกลงความร่วมมือหลายร้อยฉบับ โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ขณะเดียวกัน อัตราการเติบโตของ GDP อยู่ที่ 8.18% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปีและแสดงให้เห็นว่านโยบายสำคัญต่างๆกำลังถูกแปรเป็นผลลัพธ์ด้านการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ประชาคมระหว่างประเทศกำลังมองเวียดนามไม่เพียงในฐานะเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการดำเนินนโยบายและรักษาเสถียรภาพในระยะยาว โดยการที่ธนาคารโลกระบุเวียดนามอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงถือเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ชัดเจน โดย นาง Mariam Sherman ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำเวียดนาม กล่าวว่า
“ก้าวสำคัญครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจระยะยาวของเวียดนามและตอกย้ำสถานะของประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการลงทุน เวียดนามมีปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญหลายประการ เช่น มีประชากรที่อยู่ในวัยทำงานที่อุดมสมบูรณ์และมีคุณภาพ เศรษฐกิจมหภาคมีเสถียรภาพ ที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์อยู่ใจกลางภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียและที่สำคัญที่สุดคือความมุ่งมั่นอันแรงกล้าในการปฏิรูปและการปรับตัว ซึ่งการพัฒนาในระยะต่อไปของเวียดนามจะไม่ได้ถูกกำหนดด้วยอัตราการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของการเติบโตนั้นด้วย”
การพึ่งตนเองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อผสมผสานเข้ากับกระแสโลกอย่างกว้างลึกมากขึ้น
ทั้งนี้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการเดินหน้าการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคคือปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอม “ความเชื่อมั่นเชิงยุทธศาสตร์” ของประชาคมระหว่างประเทศที่มีต่อเวียดนาม ในโลกที่มีความผันผวนต่างๆ ความเชื่อมั่นเชิงยุทธศาสตร์ได้กลายเป็นทรัพย์สินอันล้ำค่าในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งสร้างขึ้นจากขีดความสามารถในการปฏิบัติ การแปรวิสัยทัศน์ให้เป็นผลลัพธ์ และการทำให้คำมั่นสัญญากลายเป็นความจริง
สารของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิมในการประชุมครั้งที่ 3 คณะกรรมการกลางพรรค ยังยืนยันจุดยืนที่เสมอต้นเสมอปลายของเวียดนามว่า ประเทศที่มีความเข้มแข็งจากภายในมากขึ้น และมีขีดความสามารถในการดำเนินการสูงขึ้น ก็สามารถขยายความร่วมมือกับนานาประเทศได้อย่างเสมอภาค มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดด้านการต่างประเทศที่เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ได้เน้นย้ำหลายครั้งก่อนหน้านี้ว่า
“การผสมผสานเข้ากับกระแสโลกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนาประเทศ หากต้องการสันติภาพและการพัฒนา ก็จำเป็นต้องเปิดกว้างสู่ภายนอก ในความเป็นจริง เศรษฐกิจของเวียดนามมีระดับการเปิดกว้างสูง ด้านความมั่นคง เวียดนามก็เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความมั่นคงของภูมิภาคและโลก ซึ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญและยกระดับการผสมผสานเข้ากับกระแสโลก โดยถือว่า การผสมผสานไม่ใช่เพียงแรงผลักดันของการพัฒนาเท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีการสำคัญที่สุดในการบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ”
ด้วยรากฐานของการพึ่งตนเองเชิงยุทธศาสตร์และขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจแห่งชาติที่ได้รับการเสริมสร้างอย่างต่อเนื่อง เวียดนามกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นประเทศที่ไม่เพียงมีวิสัยทัศน์การพัฒนาที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพในการแปรวิสัยทัศน์นั้นให้กลายเป็นความจริง โดยขีดความสามารถดังกล่าวจะยังคงช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศ เป็นแรงขับเคลื่อนให้เวียดนามผสมผสานเข้ากับกระแสโลกอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ขยายความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพ และก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป.
