ในการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวส่วนกระจายเสียงต่างประเทศ หรือ VOV5 นางสาวธิดาพันธ์ ซื่อสัตยาวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ณ กรุงฮานอย กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวเปิดโอกาสให้แก่ภาคธุรกิจไทยที่มีเทคโนโลยีและศักยภาพด้านนวัตกรรม โดยแทนที่จะพิจารณาเพียงสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน ผู้ประกอบการให้ความสำคัญมากขึ้นกับเสถียรภาพของนโยบาย คุณภาพการให้บริการภาครัฐ ทรัพยากรมนุษย์ ห่วงโซ่อุปทาน และศักยภาพความร่วมมือระยะยาว ซึ่งขอเชิญท่านฟังสาระสำคัญของบทสัมภาษณ์นี้

ผู้สื่อข่าว: เวียดนามกำลังปรับเปลี่ยนการดึงดูด FDI ที่เน้นปริมาณไปสู่การคัดเลือกโครงการลงทุนที่มีคุณภาพสูง ซึ่งในมุมมองของท่าน แนวทางดังกล่าวสร้างโอกาสใหม่อะไรบ้างให้แก่ภาคธุรกิจไทย

นางสาวธิดาพันธ์ ซื่อสัตยาวงศ์: มตินี้เป็นมติที่ดี เป็นการยกระดับของการลงทุนของเวียดนามจากการส่งเสริมเชิงปริมาณไปสู่การลงทุนที่มีประสิทธิภาพแล้วก็สร้างความยั่งยืน การลงทุนที่สร้างความสมดุลระหว่างมูลค่าการลงทุนกับทรัพยากรที่มีในประเทศ ก็สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศด้วย เป็นอะไรที่เหมาะสมมาก

ดิฉันมาที่นี่ 2 ปีแล้ว ดิฉันเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเร็วด้วยนะโดยเฉพาะที่ภาคเหนือ จากเดิมมาช่วงแรกๆคนไทย 70% ลงทุนอยู่ภาคใต้ พอหลังๆเริ่มมีคนที่สนใจที่จะมาลงทุนในภาคเหนือเรื่อยๆ

ปัจจัยอื่นๆของเวียดนาม เช่นวัตถุดิบ ก็มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์เพียงพอ Supply Chain ที่บางอุตสาหกรรมครบวงจรก็ทำให้ดึงดูดการลงทุน แล้วก็มีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน สุดท้ายก็คือมีแรงงานที่เพียงพอ มีตลาดอยู่ในเวียดนาม แล้วถ้ามาตั้งฐานการผลิตะในเวียดนามยังสามารถส่งออกไป ประเทศอื่นได้ด้วย เพราะเวียดนามมี FTA ทั่วโลกหลายฉบับ

ในช่วง 2 ปี น่าจะตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือว่ามาตรการส่งเสริมการลงทุน แล้วเห็น ทุกอุตสาหกรรมด้วยนะ ทั้ง Semiconductor แล้วก็ในหลายอุตสาหกรรม แล้วก็เห็นชัดว่ารัฐบาลเขามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนายกระดับประเทศไปเป็นสู่ยกระดับสภาพแวดล้อมการทุน ยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ โดยการดึงดูด FDI ที่มีคุณภาพเข้ามาลงทุนในประเทศไม่ใช่แค่ลงทุนในระยะสั้น เขาปรับสภาพแวดล้อมของทั้งประเทศนะทั้งกฎหมายทุกอย่างเพื่อให้ลงทุนระยะยาวอยู่ในประเทศอย่างยั่งยืน

แล้วสำหรับหัวข้อที่ว่า สร้างโอกาสให้กับประเทศไทยไหม เราคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยโดยเฉพาะธุรกิจที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มาลงทุนในเวียดนาม อันนี้คิดว่าเป็นการสนับสนุนซึ่งกันและกันและก็เป็นการปรับปรุงที่ยกระดับการลงทุนของเวียดนามค่ะ

ผู้สื่อข่าว: ในบริบทดังกล่าว มีการให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอย่างไร เพื่อเพิ่มการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและหุ้นส่วนในเวียดนาม โดยเฉพาะในสาขาที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในระดับสูง

นางสาวธิดาพันธ์ ซื่อสัตยาวงศ์: ปัจจุบันนี้ ธุรกิจไทยที่มาลงทุนในเวียดนาม อันที่หนึ่งก็คือพวก BCG และเทคโนโลยีพลังงานสีเขียวเช่นพวก Solar Farm, Solar Rooftop หรือก็ Biomass หรือ Biogas หรือว่า Wind Power นอกจากนี้ก็พวกอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปโดยเฉพาะอาหารทะเล ผลไม้แล้วก็พวกพร้อมรับประทาน นอกจากนี้ก็มีพวกอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์หรือว่าอุตสาหกรรมธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ขณะเดียวกันเวียดนามกำลังเร่งพัฒนาในอุตสาหกรรม AI Semiconductor,Electronics และพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานเช่น Logistics อันนี้ก็คือเป็นโอกาสที่ดีที่เป็นการสร้าง Partnership ระหว่างไทยกับเวียดนาม

BOI จะมีกิจกรรมต่างๆ เช่น Networking ที่เราไปร่วม Networking สร้างเครือข่ายเราจะได้เชื่อมโยงระหว่างเอกชนไม่ว่าจากไทยหรือเวียดนามทั้งที่ลงทุนในไทยแล้วก็เวียดนาม สอง เข้าร่วมสัมมนาต่างๆ เข้าร่วมออกบูธในกิจกรรมต่างๆเช่น Thailand Week หรือว่า FBC เพื่อประชาสมพันธ์ข้อมูลต่างๆ สุดท้ายเราก็มีการพบประผู้ประกอบการของไทยที่ลงทุนในเวียดนามแล้วก็มีการพาไป Site Visit สำหรับนิคมอุตสาหกรรมที่อยากจะมีระบบนิเวศสีเขียวแต่เขาไม่ได้ลงทุนเอง เราก็ให้เชื่อมโยงกับ Super Energy เชื่อมโยงสถาบัน T-Max ทีกับมหาลัยของเวียดนามชื่อ Nation University Ho Chi Minhกับ Nation University Hanoi ที่มีออกแบบ IC Design เพื่อยกระดับ Semiconductor ในระดับภูมิภาค

ผู้สื่อข่าว: ด้วยจุดแข็งที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ในปัจจุบัน เวียดนามและไทยควรดำเนินการอย่างไร เพื่อสนับสนุนและเสริมศักยภาพซึ่งกันและกันในการเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

นางสาวธิดาพันธ์ ซื่อสัตยาวงศ์: ไทยและเวียดนามสามารถเกื้อหนุนกันได้นะคะอย่างที่รัฐบาลบอกว่า supply chain ในภูมิภาค ก็คือเพราะที่นี่มีแรงงานเยอะพวกสายการประกอบจำเป็นต้องใช้แรงงาน มาประกอบเป็นชิ้นส่วน แต่ไปเป็น Final Products ที่ประเทศไทย เราเป็น regional supply chain

สำหรับบทบาทของ BOI ทุกปีเราก็จะมีงานประจำ 2 งานคืองาน SUBCON สำหรับ SUBCON ง่ายๆก็คือเป็นผู้รับจ้างผลิตไม่มีแบรนด์ BOI ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ทุกปีเราก็จะพาผู้ประกอบการในเวียดนาม ไม่ว่าจะชาติไหน ไปร่วมงานนี้ ทั้งไปออกบูธ ไปทำ Matching แล้วก็อีกงานหนึ่งคืองาน THECA อันนี้เน้นอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น อย่างปีนี้ก็ได้ คนไป 7 บริษัท ที่ไปร่วมงานนี้ ซึ่ง 2 งานนี้เป็นงานเชื่อมโยง supply chain ทั้งคู่ ถ้าผู้ประกอบการเวียดนามคนใดสนใจก็ติดต่อเราได้ ก็หวังว่าเราจะได้เชื่อมโยง supply chain ซึ่งกันและกันระหว่างไทยกับเวียดนามนะคะ

ผู้สื่อข่าว: ขอขอบคุณท่านเป็นอย่างสูง!