งาน “Thai Connect in Phu Tho 2026” ที่มีขึ้นในระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายนเป็นงานด้านการทูต การส่งเสริมการลงทุน และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมครั้งใหญ่ ในโอกาสนี้ คุณประวีณ วิโรจน์พันธุ์ ประธานสมาคมนักธุรกิจไทยในเวียดนามหรือ ThaiCham ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวหนังสือพิมพ์"The World and Vietnam Report"เกี่ยวกับศักยภาพความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับท้องถิ่นต่าง ๆ ของเวียดนาม รวมทั้งจังหวัดฟู๊เถาะ

ท่านประเมินอย่างไรเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นต่างๆของเวียดนามกับไทยในเวลาที่ผ่านมา?

ในหลายปีที่ผ่านมา ความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นต่างๆของเวียดนามกับไทยได้มีก้าวพัฒนาที่เข้มแข็งผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ การสร้างความสัมพันธ์เมืองคู่มิตรและโครงการความร่วมมือในระยะยาว ตามข้อมูลของสถานทูตเวียดนามประจำประเทศไทย ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีคู่ท้องถิ่นประมาณ 19 คู่ที่สร้างความสัมพันธ์เมืองคู่มิตรหรือร่วมมืออย่างเป็นทางการ เช่น จังหวัดกว๋างตริกับจังหวัดอุบลราชธานีและมุกดาหาร นครดานังกับจังหวัดขอนแก่น จังหวัดเกียนยางกับจังหวัดจันทบุรี จังหวัดลองอานและก่าเมากับจังหวัดตราด ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างจังหวัดและนครเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเท่านั้นหากยังสร้างพื้นฐานเพื่อให้สถานประกอบการเชื่อมโยงและเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานของอาเซียนได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และใช้ประโยชน์จากระเบียงเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (EWEC) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนเวียดนาม ท้องถิ่นต่างๆได้เป็นฝ่ายรุกในการส่งเสริมการลงทุน อำนวยความสะดวกให้แก่สถานประกอบการไทยในการศึกษาโอกาสร่วมมือและการปฏิบัติโครงการ ในเวลาที่ผ่านมา ThaiCham ได้ลงนามบันทึกช่วยจำกับท้องถิ่นต่างๆ กว๋างตริ และลาวกาย เพื่อผลักดันการประชาสัมพันธ์บรรยากาศการลงทุนให้แก่ชมรมนักธุรกิจและนักลงทุนไทย

แต่อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระดับท้องถิ่นในปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหญ่อย่างเช่น กรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ หรือท้องถิ่นที่มีสถานะเชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นต่างๆที่มีศักยภาพสูงเช่น ฟู๊เถาะ ยังไม่มีกลไกการเชื่อมโยงหรือความร่วมมือกับหุ้นส่วนต่างๆของไทย นี่คือช่องโหว่ที่ต้องให้ความสนใจและค่อย ๆ ลดช่องว่างในระยะต่อไป เพื่อขยายความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

ในสภาวการณ์ที่อาเซียนกำลังส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ท้องถิ่นต่างๆในเวียดนาม เช่น ฟู้เถาะสามารถมีบทบาทอย่างไรในเครือข่ายการผลิตและโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงระหว่างเวียดนามกับไทย?

เมื่อพูดถึงห่วงโซ่อุปทานอาเซียน หลายคนมักจะนึกถึงศูนย์กลางเศรษฐกิจใหญ่ เช่น กรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ แต่ในมุมมองของเรา ท้องถิ่นที่เป็น "ตัวกลาง" ก็เป็นแหล่งสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการผลิต การแปรรูป และโลจิสติกส์ จากมุมมองนี้ จังหวัดฟู๊เถาะสามารถกลายเป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ในเครือข่ายการเชื่อมโยงระหว่างเวียดนาม ไทย และภูมิภาคอาเซียนได้

ฟู๊เถาะมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสนับสนุน ด้วยความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง ที่ดิน และต้นทุนที่แข่งขันได้ เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ภายในประเทศที่เชื่อมต่อกรุงฮานอย จังหวัดภาคเหนือ และตลาดอาเซียน อีกทั้งยังเป็นท้องถิ่นที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาการแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหาร เนื่องจากมีแหล่งวัตถุดิบที่สมบูรณ์และความสามารถในการร่วมมือกับสถานประกอบการไทยที่มีประสบการณ์ในด้านนี้

สิ่งที่เราชื่นชมคือวิสัยทัศน์ของผู้บริหารจังหวัดในการกำหนดแนวทางพัฒนาจังหวัดฟู๊เถาะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม บริการ การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ของภูมิภาค ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่สมัย และจะนับวันมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากมีการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากชุมชนสถานประกอบการต่างชาติ รวมถึงนักลงทุนไทย

ในมุมมองของ ThaiCham ข้อได้เปรียบอะไรของจังหวัดฟู๊เถาะที่จะสามารถดึงดูดสถานประกอบการไทยให้เข้ามาลงทุน และการมีส่วนร่วมมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค?

ปัจจุบัน สถานประกอบการไทยกำลังปฏิบัติ 15 โครงการในจังหวัดฟู๊เถาะ รวมยอดเงินลงทุน 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานนิคมอุตสาหกรรมและการผลิตวัสดุก่อสร้าง ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่นับวันเพิ่มมากขึ้นของนักลงทุนไทยต่อบรรยากาศการลงทุนของท้องถิ่น จังหวัดฟู๊เถาะมีความได้เปรียบต่างๆ เช่น มีประชากรกว่า 4 ล้านคนหลังการควบรวมทำเลที่สะดวกในการเชื่อมต่อกับกรุงฮานอย จังหวัดต่างๆในภาคเหนือของเวียดนาม กลุ่มประเทศอาเซียน และจีน ต้นทุนการลงทุนที่แข่งขันได้ ที่ดินสำหรับอุตสาหกรรมที่ยังมีศักยภาพในการขยายตัว และแหล่งแรงงานที่อุดมสมบูรณ์

นอกจากนี้ การที่จังหวัดฟู๊เถาะเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม นิคมอุตสาหกรรม และโลจิสติกส์ กำลังเปิดโอกาสใหม่ ๆ มากมาย การที่เครือบริษัท อมตะของไทย เข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดฟู๊เถาะในช่วงต้นปี 2026 นี้ ถือเป็นสัญญาณในเชิงบวกที่ยืนยันถึงศักยภาพการเติบโตระยะยาวของจังหวัดฯ

พวกเราเชื่อว่าจากความได้เปรียบเกี่ยวกับที่ตั้ง ต้นทุน และโครงสร้างพื้นฐาน จังหวัดฟู๊เถาะมีศักยภาพกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์และบริการแห่งใหม่ของภาคเหนือเวียดนาม และเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนไทย

นอกจากการค้าและการลงทุน ยังมีด้านใดที่ท้องถิ่นของเวียดนาม โดยเฉพาะจังหวัดฟู๊เถาะสามารถผลักดันความร่วมมือกับหุ้นส่วนไทย?

นอกจากการค้าและการลงทุนแล้ว สองด้านที่มีศักยภาพสูงคือการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล-เศรษฐกิจสีเขียวและการท่องเที่ยว สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว จังหวัดฟู๊เถาะมีแนวทางการพัฒนาสีเขียวที่สอดคล้องกับรูปแบบ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่สถานประกอบการไทยกำลังให้ความสำคัญ จากความได้เปรียบที่มีอยู่แล้ว ฟู๊เถาะมีศักยภาพในการดึงดูดสถานประกอบการไทยในด้านพลังงานหมุนเวียน โซลาร์รูฟท็อป เศรษฐกิจหมุนเวียน การจัดการขยะ และเทคโนโลยีสีเขียว

ด้านการท่องเที่ยว ฟู๊เถาะมีคุณค่าทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น เช่น โบราณสถานวิหารหุ่ง ความเลื่อมใสศรัทธาในการบูชาบรรพกษัตริย์หุ่งแลและการร้องเพลงพื้นเมืองซวานที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณควบคู่กับการพักผ่อน ในขณะที่สถานประกอบการไทยมีประสบการณ์สูงในการพัฒนารีสอร์ตและบริการท่องเที่ยวคุณภาพสูง ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างสรรค์การท่องเที่ยวที่โดดเด่นและยั่งยืน

ThaiCham คาดหวังว่า งาน “Thai Connect in Phu Tho 2026” จะสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมอย่างไรระหว่างสถานประกอบการไทยกับหุ้นส่วนในเวียดนาม?

งานนี้ถูกจัดขึ้นในสภาวการณ์ที่ความสัมพันธ์เวียดนาม-ไทย กำลังย่างเข้าสู่ระยะแห่งความร่วมมือที่ลึกซึ้งที่สุด โดยทั้งสองประเทศกำลังมุ่งสู่เป้าหมายการเพิ่มมูลค่าการค้าต่างตอบแทนขึ้นเป็น 2 หมื่น 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2026 พร้อมทั้งรำลึกครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่มีความหมายพิเศษในความสัมพันธ์ทวิภาคี

เราคาดหวังว่างานนี้จะไม่เป็นเพียงเป็นกิจกรรมการส่งเสริมการลงทุนเท่านั้น หากยังเป็นพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงระหว่างชมรมสถานประกอบการไทยกับทางการและสถานประกอบการในท้องถิ่น เป็นโอกาสเพื่อให้นักลงทุนไทยเข้าใจศักยภาพและด้านที่ฟู๊เถาะให้ความสำคัญ และช่วยให้สถานประกอบการในท้องถิ่นเข้าถึงเครือข่ายธุรกิจไทยในอาเซียนได้โดยตรง ผมเชื่อว่า งาน Thai Connect จะเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญเพื่อประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และศักยภาพการลงทุนให้แก่ชมรมสถานประกอบการไทยมากขึ้น และส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น.