“ผมประทับใจในวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับความเป็นครอบครัว ความรักชาติ และความสามารถในการปรับตัวของคนเวียดนาม ซึ่งเป็นพลังสำคัญที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ การที่นักลงทุนไทยเข้ามาดำเนินธุรกิจในเวียดนามนั้น เราไม่ได้มองเพียงแค่ผลลัพธ์ระยะสั้น แต่เรามุ่งหวังที่จะมีส่วนร่วมในการยกระดับภูมิภาคอาเซียนให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เพราะหากรากฐานในภูมิภาคของเรามั่นคง ผมเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถฝ่าฟันทุกความท้าทาย และก้าวไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนพร้อมกันได้”

นี่คือวิสัยทัศน์ของคุณธนากร ธีระมั่นคง General Director, Prime Group Joint Stock Company บริษัทในเครือ SCG ที่ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุเวียดนาม โดยได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมด้านการลงทุน ศักยภาพในการพัฒนาของประเทศเวียดนาม รวมถึงทิศทางการลงทุนในอนาคต เนื่องในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเวียดนาม

นายธนากร ธีระมั่นคง: “ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ในช่วงเริ่มต้นการทำงาน ผมมีโอกาสได้ไปปฏิบัติงานในพื้นที่แถบจังหวัดมุกดาหาร นครพนม สกลนคร และอุบลราชธานี ซึ่งติดกับแม่น้ำโขง ในตอนนั้นผมมีลูกค้ารายใหญ่หลายท่านที่เป็นชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม สิ่งที่ผมประทับใจคือพวกเขามีทักษะการค้าขายที่ยอดเยี่ยม มีความสามารถและมีวิสัยทัศน์ที่เฉียบแหลม จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็น 1 ใน 20 ตัวแทนจำหน่าย ระดับแนวหน้าของเราในประเทศไทยได้ นั่นคือความประทับใจแรกที่ผมมีต่อชาวเวียดนาม

เมื่อก้าวเข้าสู่วาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ผมมองว่านี่คือเหตุการณ์สำคัญที่ยิ่งสร้างความมั่นใจ ความแน่นแฟ้น และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประชาชนทั้งสองชาติให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ปัจจุบันภาคธุรกิจของไทยต่างมองเห็นศักยภาพของเวียดนาม ในฐานะพื้นที่ที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่อง เวียดนามไม่ได้เป็นเพียงห่วงโซ่อุปทาน ที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น แต่ด้วยทำเลที่ตั้ง ยังถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญระดับโลกอีกด้วย”

ผู้สื่อข่าว: ในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเวียดนามและไทย หากมองย้อนกลับไป สภาพแวดล้อมด้านการลงทุนและการดำเนินธุรกิจในเวียดนามมีพัฒนาการไปในทิศทางใดบ้าง และจากมุมมองของภาคธุรกิจไทย อะไรคือความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

นายธนากร ธีระมั่นคง: “สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจมากที่สุดนับตั้งแต่เข้ามาบริหารงานที่นี่ คือ ‘วัฒนธรรมเวียดนาม’ โดยเฉพาะความรักและความผูกพันในครอบครัว ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ ผมยังชื่นชมศักยภาพของชาวเวียดนาม พวกเขามีความเฉลียวฉลาด ขยันขันแข็ง มีทักษะการปฏิบัติงานที่ยอดเยี่ยม และกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

ปัจจัยเหล่านี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับองค์กรขนาดใหญ่จากไทย ไม่ว่าจะเป็น SCG หรือ CP ในการขยายการลงทุนในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง เป้าหมายหลักของเราไม่ใช่เพียงการเข้ามาทำธุรกิจ แต่คือการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเวียดนามให้เติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) เรามุ่งหวังที่จะดำเนินกิจการและอยู่เคียงข้างสังคมเวียดนามไปอีกนับร้อยปี เช่นเดียวกับรากฐานความมั่นคงที่ SCG ได้สร้างไว้ในประเทศไทย

ในด้านสภาพแวดล้อมการลงทุน เวียดนามมีความโดดเด่นด้านเสถียรภาพทางการเมือง
รัฐบาล มีนโยบายที่ชัดเจนและแสดงออกถึงความมุ่งมั่นอย่างเป็นรูปธรรม ยกตัวอย่างเช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปี ที่ตั้งเป้าหมายการเติบโตของ GDP ไว้ที่ระดับ 10% ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างมาก แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือ เมื่อมีการประกาศวิสัยทัศน์ รัฐบาลได้ลงมือปฏิบัติ ตามแผนงานทีละขั้นตอนอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่นโยบายเชิงสัญลักษณ์

สำหรับภาพรวมทางเศรษฐกิจ ด้วยนโยบายการทูตที่เป็นมิตรกับนานาประเทศ ส่งผลให้มีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก รัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งถือเป็นทิศทางที่บวกมาก ปัจจุบันขั้นตอนการจดทะเบียนธุรกิจมีความรวดเร็วกว่าในอดีตอย่างเห็นได้ชัด เมื่อภาคธุรกิจพบข้อติดขัด หน่วยงานภาครัฐก็พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

หากมองในมุมขององค์กรเรา เราได้รับการอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดีเยี่ยม เมื่อเปรียบเทียบกับบางประเทศที่อาจต้องใช้เวลา 3-4 ปีในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ แต่ที่เวียดนาม เราใช้เวลาเพียง 1-2 ปีในการศึกษารายละเอียดและบรรลุข้อตกลงร่วมลงทุนได้อย่างราบรื่น

อีกจุดหนึ่งที่ผมขอชื่นชมคือ ‘ความเด็ดขาดและความรวดเร็วในการตัดสินใจ’ เมื่อเกิดปัญหา รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการแก้ไขทันทีโดยไม่ปล่อยให้ปัญหาเรื้อรัง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสถานการณ์ด้านพลังงานในช่วงที่ผ่านมา เมื่อมีผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลเวียดนามเลือกที่จะปรับโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศให้สะท้อนความเป็นจริง แทนที่จะอุดหนุนราคาจนบิดเบือนกลไกตลาด วิธีการนี้นอกจากจะเป็นการบริหารจัดการที่รวดเร็วและถูกต้องแล้ว ยังช่วยให้ประชาชนตระหนักถึงความผันผวนของสถานการณ์โลก และพร้อมที่จะตั้งรับและปรับตัวได้เร็วกว่าหลายๆ ประเทศครับ”

ผู้สื่อข่าว: ในมุมมองของท่าน ภาคธุรกิจไทย รวมถึง Prime Group มีบทบาทอย่างไรในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างงาน และการมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเวียดนาม

นายธนากร ธีระมั่นคง: “หากกล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานของธุรกิจในเครือ SCG ที่หยั่งรากลึกมากว่าศตวรรษ เรามีอุดมการณ์หลัก 4 ประการที่ใช้เป็นเข็มทิศในการขับเคลื่อนองค์กรเสมอมาครับ

ประการแรก 'ตั้งมั่นในความเป็นธรรม' เราให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและยุติธรรมต่อทุกภาคส่วน (Stakeholders) เราดูแลพนักงานเสมือนคนในครอบครัว ปฏิบัติต่อลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจอย่างซื่อตรง และที่สำคัญคือการเป็นพลเมืององค์กรที่ดีของเวียดนาม โดยดำเนินกิจการภายใต้กฎหมายและระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด 100%

ประการที่สอง 'มุ่งมั่นในความเป็นเลิศ' เราตั้งเป้าที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในทุกธุรกิจที่เราเข้าไปลงทุน โดยนำเทคโนโลยีระดับแนวหน้าและองค์ความรู้ใหม่ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานกระบวนการผลิตและพัฒนาศักยภาพโรงงานของเราในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

ประการที่สาม 'เชื่อมั่นในคุณค่าของคน' เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าองค์กรแห่งนี้จะไม่ขับเคลื่อนด้วยผู้บริหารชาวไทยเพียงอย่างเดียว แต่เรามุ่งมั่นที่จะเจียระไนและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรท้องถิ่นชาวเวียดนามให้มีความเป็นเลิศและมีทักษะรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นในสายการผลิต การขาย หรือการตลาด เพื่อเตรียมความพร้อมให้พวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและผู้บริหารระดับสูงขององค์กรในอนาคต

บทพิสูจน์แห่งความมุ่งมั่นนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน จากการที่เราสามารถนำพาศักยภาพของทีมงานชาวเวียดนาม ไปสร้างชื่อเสียงอย่างสง่างามบนเวทีระดับเอเชีย จนสามารถคว้าสุดยอดรางวัล Top Brand 2025 ในฐานะแบรนด์กระเบื้องที่ครองใจผู้บริโภคชาวเวียดนามมากที่สุด มาครองได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจและเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จในการสร้างคนของเราอย่างแท้จริง

ประการสุดท้าย 'ถือมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม' ท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก Prime Group มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวอย่างที่น่าภาคภูมิใจคือ ผลิตภัณฑ์กระเบื้องจากโรงงาน Tiền Phong ของเราได้รับการรับรองมาตรฐาน Singapore Green Label จากประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ ในมิติของสังคม ช่วงวิกฤตโควิด-19 เราได้ร่วมสนับสนุนทุนทรัพย์แก่ภาครัฐ และเป็นหนึ่งในองค์กรแรกๆ ที่จัดหาและฉีดวัคซีนให้กับครอบครัวพนักงาน Prime Group กว่า 3,000 ชีวิตอย่างครบถ้วน

ความมุ่งมั่นเหล่านี้ได้ตกผลึกมาสู่ก้าวสำคัญในวันนี้ คือการผลักดันผลิตภัณฑ์ Prime ที่สร้างสรรค์โดยฝีมือชาวเวียดนาม ไปจัดแสดงในงานแสดงสินค้าระดับโลกอย่าง Coverings 2026 ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ความตั้งใจของเราในการนำพานวัตกรรมและศักยภาพของคนเวียดนาม ไปสู่การยอมรับในเวทีสากลอย่างแท้จริงครับ”

นักข่าว: ในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะภายหลังการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม สมัยที่ 14 เวียดนามได้ดำเนินนโยบายปฏิรูปเพื่อยกระดับกลไกเศรษฐกิจเชิงตลาด และกระตุ้นการเติบโตอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ท่านประเมินทิศทางเหล่านี้อย่างไร และสิ่งนี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่น รวมถึงกลยุทธ์การลงทุนของภาคธุรกิจไทยในระยะต่อไปอย่างไร

นายธนากร ธีระมั่นคง: “วิสัยทัศน์และนโยบายจากรัฐบาลเวียดนามเป็นสิ่งที่น่าประทับใจอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะการตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ระดับ 10% รวมถึงการยกระดับรายได้เฉลี่ยต่อหัว ให้อยู่ที่ประมาณ 8,300 ดอลลาร์สหรัฐ แม้จะเป็นเป้าหมายที่ท้าทายภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน แต่ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลเวียดนามจะสามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายได้ ซึ่งความชัดเจนนี้ได้นำไปสู่แผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม

สำหรับคำถามเรื่องความเชื่อมั่น SCG ได้ประกาศวิสัยทัศน์ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างชัดเจนว่า ‘เวียดนามจะเป็นศูนย์กลางการส่งออก ที่สำคัญของภูมิภาค’ นี่คือภาพสะท้อนความมั่นใจขั้นสูงสุดของเรา และจากการหารือกับผู้นำภาคธุรกิจอื่นๆ ต่างก็มีมุมมองสอดคล้องกันว่า เวียดนามคือประเทศที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพ ทั้งจากการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยมของภาครัฐ และขีดความสามารถของประชากรวัยแรงงานที่มีความเฉลียวฉลาด ขยันขันแข็ง และปรับตัวได้ดี ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

อีกหนึ่งข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของเราคือ โครงการปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals (LSP) ซึ่งเราเล็งเห็นศักยภาพมานานนับทศวรรษ โครงการนี้ถือเป็นการลงทุนในต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงที่สุดของเรา (มากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการผลักดันการส่งออก และช่วยสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น อุตสาหกรรมพลาสติกและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ ได้อย่างมหาศาล

ท้ายที่สุดแล้ว การที่ภาคธุรกิจไทยเข้ามาลงทุนในเวียดนาม เราไม่ได้มองเพียงผลประโยชน์ระยะสั้น แต่มุ่งหวังที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับ ‘ภูมิภาคอาเซียน’ โดยรวม ท่ามกลางความผันผวนของการเมืองระดับโลก หากพื้นที่ของเรามีรากฐานที่มั่นคง เราก็จะสามารถฝ่าฟันทุกความท้าทายได้ ความสำเร็จนี้ต้องเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ คือความสัมพันธ์อันดี ความเข้าใจ และความผูกพันฉันพี่น้องครอบครัวเดียวกัน ผมเชื่อมั่นว่าเราจะก้าวผ่านทุกอุปสรรคและเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืนครับ”