ในกระบวนการดังกล่าว การเสริมสร้างสัมพันธไมตรีไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นจากการลงนามในเอกสารความร่วมมือระดับสูงเท่านั้น หากยังได้รับการทำนุบำรุงในระดับประชาชน การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเพื่อช่วยให้คุณผู้ฟังมีความเข้าใจความสัมพันธ์พิเศษนี้จากแง่มุมต่างๆในเชิงลึก ทางผู้จัดทำรายการขอนำเสนอ สารคดีชุด ความสัมพันธ์เวียดนาม-ไทยในรอบครึ่งศตวรรษ มุมมองจากจุดเริ่มต้น” สำหรับวันนี้ ขอเชิญท่านฟังบทความแรกเรื่อง “หวนมองความสัมพันธ์เวียดนาม-ไทยในรอบครึ่งศตวรรษ จากการพบปะ ณ สนามบินดอนเมืองไปสู่หุ้นส่วนที่สำคัญในอาเซียน
ในประวัติการทูตระหว่างประเทศ มีเหตุการณ์ต่างๆที่แม้จะเกิดขึ้นแค่ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น แต่กลับมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับไทยเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน นั่นคือการพบปะระดับนักการทูตอาวุโสของสองประเทศ ณ อาคารผู้โดยสารของสนามบินดอนเมืองเมื่อปี 1976 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการแปร “การเผชิญหน้า”และ “การเป็นสมรภูมิ” ในอดีตให้เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างสองประเทศ ซึ่งนี่ก็เป็นเนื้อหาของ talk show ที่จัดโดย C ASEAN เวียดนาม ณ กรุงฮานอยในโอกาสรำลึกครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเวียดนามกับไทย
ประวัติการทูตระหว่างเวียดนามกับไทยไม่ได้เริ่มจากการประชุมอย่างเป็นทางการ หากเริ่มจากกรณีทางการทูตที่เป็นรูปธรรม โดยเมื่อปี 1976 ท่ามกลางการกีดกันทางภูมิรัฐศาสตร์ต่าง ๆ การจัดตั้งช่องทางการสื่อสารระหว่างสองประเทศถือเป็นความท้าทายสำคัญ โดยท่าน พิชัย รัตตกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยในตอนนั้นได้เสนอให้ทูตพิเศษของตน ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐหาทางติดต่อกับฝ่ายเวียดนาม โดยหลังจากทราบว่า นาย ฟานเหี่ยน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามจะนั่งเครื่องบินจากนครนิวยอร์กและเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินดอนเมืองเพื่อกลับเวียดนาม ท่าน พิชัย รัตตกุล ได้เสนอให้พบปะกับนาย ฟานเหี่ยน ณ สนามบินดอนเมือง ดร. ฟานจี๊แถ่ง อดีตเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทยให้เล่าให้ฟังว่า
“ท่าน พิชัย รัตตกุล และนาย ฟานเหี่ยน ได้พบปะหารือกันเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ณ ห้องประชุมบริเวณสนามบินดอนเมือง ซึ่งนี่คือการสนทนาครั้งแรกระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามเกี่ยวกับการสร้างสรรค์สันติภาพ ซึ่งไม่กี่เดือนต่อมา คณะผู้แทนของไทยได้เดินทางมาเยือนเวียดนามและทำการเจรจาโดยตรงกับรัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศและบรรดาผู้นำเวียดนามและในที่สุด ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันว่า ทั้งสองประชาชาติควรปิดฉากอดีตและมุ่งสู่อนาคตของการเป็นเพื่อน ซึ่งด้วยวิสัยทัศน์เกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นเอกภาพ ประเทศสมาชิกในภูมิภาคพัฒนาแข็งแกร่ง เวียดนามและไทยสามารถมีบทบาทสำคัญพิเศษและเมื่อวันที่ 6 สิงหาคมปี 1976 เวียดนามและไทยได้ลงนามในประกาศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ”
ทั้งนี้ เวียดนามและไทยได้ร่วมกันสร้างความไว้วางใจ มองข้ามความแตกต่างเพื่อกระชับความร่วมมือ โดยเฉพาะความคล้ายคลึงและความเป็นเอกลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับไทยได้สร้างความเชื่อมโยงที่ใกล้ชิดและภารกิจร่วมของสองประชาชาติดั่งคำกล่าวของเอกอัครราชทูต ฝ่ามกวางวิง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอดีตหัวหน้าคณะผู้แทน SOM อาเซียนเวียดนามที่ให้ข้อสังเกตว่า เวียดนามและไทยตั้งอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง มีความเชื่อมโยงด้านระบบนิเวศ วิถีชีวิตและมีวัฒนธรรมข้าวนาดำ
“เวียดนามและไทยตั้งอยู่ในใจกลางของเขตลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสองประเทศเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ เวียดนามและไทยมีเส้นแบ่งพรมแดนทั้งทางบกและทางทะเล ในช่วงเวลาที่อาเซียนกำลังสร้างสรรค์ภูมิภาคที่เปิดกว้างทั้งพื้นที่ทางทะเลและแผ่นดินใหญ่และสองประเทศต่างให้ความสำคัญต่อบทบาทของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ความมั่นคงของแหล่งน้ำ การประกอบอาชีพของประชาชนและการรักษาการพัฒนาที่ยั่งยืน”
การที่เวียดนามเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อปี 1995 ทำให้วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนได้รับการเสริมสร้างและทำให้เวียดนามและไทยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน โดยเฉพาะกลไกการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วม ซึ่งเป็นกลไกทวิภาคีระดับสูงสุดที่เวียดนามมีร่วมกับไทยเพียงประเทศเดียวได้แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจทางการเมืองที่ลึกซึ้งระหว่างสองประเทศ นางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ได้ยืนยันว่า
“ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกำลังมีความใกล้ชิดสนิทสนมและได้รับการยกระดับให้อยู่ในระดับสูงที่สุด นั่นคือความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน โดยทั้งสองประเทศร่วมกันสร้างความสัมพันธ์บนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความมุ่งมั่น มิตรภาพที่งดงามและความร่วมมือที่แน่นแฟ้นในตลอด 5 ทศวรรษ โดยผู้นำสองประเทศได้มอบหมายหน้าที่เพิ่มมูลค่าการค้าต่างตอบแทนขึ้นเป็น 2 หมื่น 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่กว่า 2 หมื่น 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ดิฉันเชื่อมั่นว่า เราจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวโดยเร็ว นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ทวิภาคีกำลังพัฒนาอย่างดีงามในทุกด้าน ซึ่งความร่วมมือในด้านต่างๆ มีการสนับสนุนและขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ซึ่งนี่ก็คือเหตุผลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับไทยที่มีความคล่องตัวและมีชีวิตชีวา”
ในการเข้าสู่ระยะใหม่แห่งการสร้างสรรค์และความยั่งยืน ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกำลังมุ่งเน้นการเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ในด้านต่างๆ โดยนาง เจิ่นหายเวิน รองอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยวให้ข้อสังเกตว่า
“ถึงเวลาแล้วที่เราต้องแปรกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมดั้งเดิมมาสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมผ่านการส่งเสริมการเป็นผู้ร่วมผลิตผลงานที่สร้างสรรค์โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ การกีฬาและการเชื่อมโยงการท่องเที่ยว สองคือต้องเน้นพัฒนาและถือมนุษย์เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาที่ยั่งยืน”
ทั้งนี้ การย่างเข้าสู่ศักราชใหม่ จากการเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีวัฒนธรรมข้าวนาดำ เวียดนามและไทยกำลังมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ภูมิภาคอาเซียนที่พึ่งตนเอง สันติภาพ เสถียรภาพ พัฒนารุ่งเรืองและมีความสร้างสรรค์.
C asean คือกิจการเพื่อสังคมภายใต้การสนับสนุนของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (ThaiBev) โดยมีวิสัยทัศน์เพื่อการสร้างความร่วมมือและความเชื่อมโยงด้านธุรกิจ ศิลปะ และวัฒนธรรมในอาเซียน โดยมีพันธกิจหลัก คือ (1) สร้างฐานองค์ความรู้ในอาเซียนทางด้านธุรกิจ ศิลปะ และวัฒนธรรม (2) สร้างเครือข่ายและกิจกรรมให้กับคนรุ่นใหม่ในอาเซียนเพื่อส่งเสริมให้เป็นพลเมืองอาเซียนที่ดี และ (3) เป็นพื้นที่เปิดเพื่อกระตุ้นให้เกิดการแบ่งปันแนวคิดระหว่างคนรุ่นใหม่ และการเชื่อมต่อประสบการณ์จากภาคเอกชน รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาในภูมิภาคอาเซียน
C asean เวียดนามได้รับการก่อตั้งเมื่อปี 2022 เป็นสาขาต่างประเทศแห่งแรกของ C asean
