ในสุนทรพจน์เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โต เลิม ได้ย้ำถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์วันที่ 2 กันยายน ปี 1945 อันเป็นการสถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันคือสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมทั้งยืนยันว่า ประชาชนเวียดนามทุกคนต่างซาบซึ้งและตระหนักถึงคุณค่าของเอกราชและเสรีภาพ จดจำพระคุณของประธานโฮจิมินห์ตลอดไป และแสดงความสำนึกในบุญคุณของนักปฏิวัติรุ่นก่อน วีรชนและทหารพลีชีพเพื่อชาติที่ได้ต่อสู้อย่างกล้าหาญและเสียสละเพื่อเอกราช อธิปไตย เอกภาพ และบูรณภาพแห่งดินแดนของมาตุภูมิ เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โต เลิมย้ำว่า ต่อจากยุคแห่งเอกราช การรวมประเทศเป็นเอกภาพ และยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงใหม่ การประชุมสมัชชาใหญ่พรรค สมัยที่ 14 ได้เป็นหมุดหมายอย่างเป็นทางการว่า ประเทศได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนาใหม่ มุ่งสู่การสร้างเวียดนามให้เป็นประเทศที่มั่งคั่ง พัฒนาแข็งแกร่งและเจริญรุ่งเรือง ซึ่งเวียดนามให้ความสำคัญต่อการสนับสนุน การเดินเคียงข้าง และความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากมิตรประเทศ หุ้นส่วน ชุมชนภาคธุรกิจ และนักลงทุนต่างชาติ พร้อมทั้งยินดีร่วมมือเพื่อแก้ไขความท้าทายสำคัญของมนุษยชาติ และมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และการพัฒนาของโลก โดย เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โต เลิม กล่าวว่า

“เราจำเป็นต้องร่วมมือกันแก้ไขความท้าทายระดับโลก และทำให้การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือเชิงบวกที่สนับสนุนการพัฒนาของมนุษยชาติ ‘ร่วมมือกัน’ — เราจะสามารถก้าวข้ามทุกความท้าทาย ‘ร่วมมือกัน’ — เราจะสามารถสร้างโลกที่มีสันติภาพ เสถียรภาพ และพัฒนาอย่างยั่งยืน เวียดนามพร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการเจรจา พร้อมทั้งเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นในการแก้ไขปัญหาของประชาคมระหว่างประเทศ และสนับสนุนระบบพหุภาคีที่มีความเสมอภาคและเป็นธรรม โดยมีสหประชาชาติเป็นศูนย์กลาง ซึ่งนี่ไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันถึงความรับผิดชอบของเวียดนามเท่านั้น หากยังเป็นคำขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อการสนับสนุนและความช่วยเหลืออย่างจริงใจของมิตรประเทศและประชาชนทั่วโลกในตลอดเส้นทางการสร้างชาติและปกป้องประเทศมากว่า 80 ปีที่ผ่านมา”

ในนามของคณะทูตานุทูต เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโอเรียนทัลอุรุกวัยประจำเวียดนาม ราอูล ปอลลาก จัมปีเอโตร (Raul Pollak Giampietro) ได้แสดงความยินดีและย้ำว่า จากการสืบทอดแนวคิดและจิตใจของประธานโฮจิมินห์ ตลอดระยะเวลา 81 ปีที่ผ่านมา เวียดนามได้ก้าวข้ามความยากลำบากและความท้าทายนานัปการ จนก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มั่งคั่ง เปี่ยมด้วยพลังชีวิตและความกระตือรือร้น มีสถานะที่คู่ควรบนเวทีระหว่างประเทศ