ฟอรั่มเศรษฐกิจฤดูใบไม้ร่วงหรือ AEF ปี 2026 ที่กำลังมีขึ้น ณ นครโฮจิมินห์ในระหว่างวันที่ 26 – 29 ตุลาคม ไม่เพียงแต่เปิดโอกาสสำหรับการสนทนาระหว่างรัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ และชมรมสถานประกอบการเท่านั้น หากยังสร้างความต้องการในการแปรการเชื่อมโยงเหล่านั้นให้กลายเป็นโครงการลงทุน ขีดความสามารถในการผลิต และพลังขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว

AEF ปี2026 มีการเข้าร่วมของผู้แทนทั้งภายในและต่างประเทศกว่า 1,500 คน รวมถึงผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและผู้บริหารเครือบริษัทข้ามชาติหลายร้อยคน ซึ่งฟอรั่มนี้แสดงให้เห็นว่า แรงดึงดูดของเวียดนามไม่ได้อยู่ที่ศักยภาพของตลาดเท่านั้น หากยังอยู่ที่ความสามารถในการเชื่อมโยงเทคโนโลยี บุคลากร กลไกและหุ้นส่วนในทั่วโลก

จากจุดหมายปลายทางด้านการลงทุนสู่พื้นที่การเชื่อมโยงแหล่งพลังแห่งการเติบโต

เวียดนามมีโอกาสขยายบทบาทในเครือข่ายเศรษฐกิจโลกเนื่องจากมีทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ แหล่งบุคลากรที่อุดมสมบูรณ์และความสามารถในการเชื่อมโยงกับตลาดระหว่างประเทศ ในสภาวการณ์ดังกล่าว การดึงดูดการลงทุนไม่ได้อยู่แค่การขยายขนาดของเงินทุนเท่านั้นหากยังมุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี ความรู้ และวิธีการบริหารที่ทันสมัย เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการผลิตและมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

นาย ปีเตอร์ เจมส์ ออปดาล ประธาน Ito Group Holding เผยว่า ทางบริษัทฯเลือกเวียดนามเมื่อ 15 ปีที่แล้วเนื่องจากสองปัจจัยหลักคือ ทำเลที่ตั้งและแหล่งบุคลากร สำหรับแหล่งบุคลากรของเวียดนาม นาย ปีเตอร์ เจมส์ ออปดาล ประเมินว่า

"หนึ่งในสิ่งที่ผมชอบที่สุดในเวียดนามคือ ผมสามารถบอกวิศวกรที่โรงงานหรือพนักงานว่า “ช่วยทำสิ่งนี้หน่อยนะ” ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธและพวกเขาก็ตอบว่า “ได้ครับ” แล้วพวกเขาพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำงานให้เสร็จ ไม่ใช่ทุกที่ในโลกที่จะมีบุคลากรแบบนี้ แต่ที่เวียดนามมี"

แหล่งบุคลากรเป็นความได้เปรียบในการผลิต ส่วนเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ก็กำลังสร้างพื้นที่ความร่วมมือใหม่ๆ นาย ซางเอ็ง ประธาน Work Optional.ai ของสิงคโปร์ ได้ประเมินศักยภาพของเวียดนามผ่านปัจจัยต่างๆว่า

"ผมคิดว่า เวียดนามได้ปฏิบัตินโยบาย “การทูตไม้ไผ่”ได้อย่างคล่องตัว ผมเชื่อมั่นว่า เวียดนามกำลังขยายจิตใจนี้ไปยังด้านเทคโนโลยี AI การเชื่อมโยงระหว่างตะวันออกกับตะวันตก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เวียดนามควบคุมอธิปไตยทางข้อมูลและแหล่งบุคลากรทางปัญญาได้ดีกว่า นี่คือปัจจัยที่สอง ส่วนปัจจัยที่สามคือพื้นฐานการศึกษาและจิตใจแห่งการทำธุรกิจสตาร์ทอัพของชาวเวียดนาม ซึ่งสิ่งนี้เอื้อให้แก่เวียดนามในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของเศรษฐกิจ AI ที่กำลังก่อตัวขึ้นในเอเชีย"

เพื่อแปรความได้เปรียบเหล่านี้ให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนของการเติบโตในระยะยาว ต้องผลักดันการเชื่อมโยงระหว่างสถานประกอบการต่างชาติกับสถานประกอบการภายในประเทศ เพื่อช่วยให้สถานประกอบการเวียดนามเข้าถึงเทคโนโลยีและมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น นายเหงวียนกงวิง รองประธานคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์เห็นว่า ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI เทคโนโลยี และการเงินได้อย่างเต็มที่ถ้าหากทำงานแบบแยกส่วน โดยทั้ง 3 ปัจจัยนี้จำเป็นต้องถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเป็นแกนหลักของการพัฒนาที่เชื่อมโยงความต้องการของท้องถิ่นกับขีดความสามารถของประเทศและแหล่งพลังในโลก

เปิดโอกาสความร่วมมือจาก AEF ปี 2026

เวียดนามย่างเข้าสู่ศักราชแห่งการพัฒนาใหม่ด้วยสองเป้าหมายใหญ่ได้แก่ การเติบโตของ GDP อยู่ที่เฉลี่ยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี และเศรษฐกิจดิจิทัลมีส่วนร่วมร้อยละ 30 ของ GDP ภายในปี 2030 เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ จำเป็นต้องมีแหล่งพลังระดับโลกทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และความสัมพันธ์หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ โดยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลถูกกำหนดให้เป็นแรงกระตุ้นเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการเติบโต ด้วยเครือข่ายความสัมพันธ์ต่างประเทศที่กว้างขวางและกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศต่างๆ เวียดนามมีเงื่อนไขเพื่อผลักดันการเชื่อมโยงกับแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และประสบการณ์การบริหารจัดการระหว่างประเทศ

สำหรับนครโฮจิมินห์ พื้นที่การพัฒนาใหม่เอื้อให้แก่การผลักดันการเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมต่างๆ การดึงดูดเงินทุน FDI โลจิสติกส์ และกระแสการเงินบนพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงใหม่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน องค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ จากการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและนวัตกรรมชั้นนำของประเทศ นครโฮจิมินห์มีพื้นฐานเพียงพอที่จะเป็นจุดศูนย์รวมของแหล่งพลังเหล่านั้น ซึ่ง AEF ปี2026 ได้เปิดโอกาสสำหรับการสนทนาและการเชื่อมโยงในระดับโลก นาย เหงวียนกงวิง รองประธานคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์ เผยว่า

"สำหรับหุ้นส่วนระหว่างประเทศ ชมรมสถานประกอบการ และนักลงทุนต่างชาติ พวกเรามีความประสงค์ที่จะดึงดูดเงินลงทุน เทคโนโลยี องค์ความรู้ วิธีการบริหารจัดการที่ทันสมัย งานทำคุณภาพสูง และขีดความสามารถในการผลิตใหม่ๆ นครโฮจิมินห์ขอเชิญชวนสถานประกอบการและนักลงทุนร่วมกันสร้างพื้นที่การพัฒนาใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สะอาดมากขึ้น ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและยั่งยืนมากขึ้น ผมขอส่งสารถึงสถานประกอบการว่า พวกเราไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานระดับโลกเท่านั้น หากยังจำเป็นต้องยกระดับขีดความสามารถเพื่อมุ่งสู่สถานะที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในห่วงโซ่คุณค่าเหล่านั้น"

ในแนวทางสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนที่น่าเชื่อถือ ตัวเมืองที่เดินหน้า และการยกระดับเป็นตัวเมืองระดับโลก ผ่าน AEF ปี2026 นครโฮจิมินห์มีความประสงค์ที่จะดึงดูดแหล่งพลังในการเติบโตใหม่ และผลักดันความเชื่อมโยงกับศูนย์กลางเศรษฐกิจและนวัตกรรมของโลก เพื่อให้นครโฮจิมินห์แปรวิสัยทัศน์ในการเป็นจุดบรรจบของขั้วการเติบโตใหม่ระดับโลกให้เป็นรูปธรรม.