จากบทปราศรัยหลังพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของประธานประเทศ นายกรัฐมนตรีและประธานสภาแห่งชาติ สามารถเห็นได้ถึงแนวคิดเกี่ยวกับธรรมาภิบาลที่ทันสมัยและความมุ่งมั่นปฏิบัติมาตรการต่างๆอย่างเคร่งครัดเพื่อมุ่งนำพาประเทศพัฒนารุดหน้าต่อไป

วาระปี 2026-2031 ได้เปิดโอกาสใหม่เชิงประวัติศาสตร์เพื่อนำประเทศพัฒนาแบบก้าวกระโดดต่อไป ผสมผสานและยกระดับสถานะ ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พัฒนาอย่างรวดเร็ว ยั่งยืน ครอบคลุม ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่และความผาสุกของประชาชน

ความคาดหวังในการอุทิศตน ถือประชาชนเป็นรากฐานและผลประโยชน์ของประชาชาติเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก

จากบทปราศรัยหลังพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของบรรดาผู้นำประเทศเวียดนาม สามารถเห็นได้ถึงความรับผิดชอบในระดับสูง ความเข้าใจเรื่องความภาคภูมิใจกับหน้าที่ อำนาจกับความรับผิดชอบ ซึ่งคำสาบานภายใต้ธงชาติอันศักดิ์สิทธิ์ต่อสภาแห่งชาติ ประชาชนและผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศถือเป็นคำมั่นทางการเมืองต่อพรรค รัฐและประชาชนที่มุ่งมั่นปฏิบัติเพื่อผลประโยชน์รวมเพื่อการพัฒนาประเทศเพื่อชีวิตที่อิ่มหนำผาสุกของประชาชน

ทั้งนี้ สติปัญญาและความมุ่งมั่นของบรรดาผู้นำมีจุดนัดพบที่มีความคาดหวังเกี่ยวกับประเทศเวียดนามที่พัฒนาแข็งแกร่ง เจริญรุ่งเรือง มีอารยธรรมและผาสุกในปี 2045 โดยบรรดาผู้นำเวียดนามได้ยืนยันถึงการอุทิศตนเพื่อรับใช้ประเทศ เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ได้ย้ำอีกครั้งถึงปรัชญา “ถือประชาชนเป็นรากฐาน” ยืนยันเป้าหมายสูงสุดคือประชาชนได้รับประโยชน์จากผลสำเร็จของการพัฒนาประเทศ นายกรัฐมนตรี เลมิงฮึง ได้ให้คำมั่นเกี่ยวกับรัฐบาลเชิง “สร้างสรรค์และสนับสนุน” สุจริตและมีความรับผิดชอบ ประธานสภาแห่งชาติ เจิ่นแทงเหมิน แสดงความมุ่งมั่น”พยายามอย่างสุดความสามารถ”เพื่อนำสภาแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่สร้างสรรค์นิติรัฐสังคมนิยมอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการหลอมรวมสติปัญญา ความมุ่งมั่นและความคาดหวังดังกล่าวได้สร้างเป็นพลังที่แข็งแกร่ง โดยความคาดหวังของบรรดาผู้นำผสานกับความคาดหวังของประชาชนเวียดนาม 100 ล้านคนจะสร้างความภาคภูมิใจและพลังที่ยิ่งใหญ่ดั่งคำยืนยันของเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ในพิธีสาบานตนรับตำแหน่งว่า

“ไม่ปล่อยให้ประเทศถอยหลัง ไม่ปล่อยให้ประชาชนสูญเสียโอกาสพัฒนา ต้องมุ่งมั่นปฏิบัติเพื่ออนาคตที่สดใสของประชาชาติ ด้วยการสนับสนุนและช่วยเหลือของเพื่อนมิตรต่างชาติ แน่นอนว่า เวียดนามจะสานต่อและบันทึกหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์ที่รุ่งโรจน์ บนเส้นทางแห่งการพัฒนาก้าวรุดหน้าต่อไปและบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่วางไว้”

การพัฒนาที่อาศัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาในโลก

ทั้งนี้ บทปราศรัยของทั้งเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม นายกรัฐมนตรี เลมิงฮึงและประธานสภาแห่งชาติ เจิ่นแทงเหมิน ต่างได้สะท้อนถึงการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาโดยอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและแนวทางการพัฒนาด้วยรูปแบบธรรมาภิบาลที่เป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับแนวโน้มต่างๆในโลก โดยเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ยืนยันให้ความสนใจสร้างระบบนิเวศการพัฒนาใหม่ที่ถือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่งนี่เป็นการเปลี่ยนแปลงความคิดจากการพัฒนาที่อาศัยทรัพยากรสู่การพัฒนาที่อาศัยองค์ความรู้ ส่วนนายกรัฐมนตรี เลมิงฮึง ได้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายมากคืออัตราการขยายตัวจีดีพีเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ซึ่งแสดงให้เห้นถึงความคาดหวังอันแรงกล้า การหลอมรวมสติปัญญาเชิงยุทธศาสตร์และชี้ให้เห็นว่า มีแต่การขยายตัวแบบก้าวกระโดดถึงจะทำให้เวียดนามส่งเสริมการพึ่งตนเองเชิงยุทธศาสตร์และยกระดับสถานะ โดยรัฐบาลถือการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี นวัตกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเป็นก้าวกระโดดสำคัญอันดับต้นๆ เป็นแรงผลักดันสำคัญเพื่อพัฒนาภาคการผลิตที่ทันสมัยและเพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

“ สมาชิกรัฐบาลทุกคนต้องพูดได้ทำได้ มีแนวคิดในด้านธรรมาภิบาลที่ทันสมัย คล่องตัว เดินหน้ารับมือปัญหาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ที่พรรคและประชาชนได้มอบหมายอย่างลุล่วงไปด้วยดี”

ส่วนประธานสภาแห่งชาติ เจิ่นแทงเหมิน ได้ย้ำว่า ต้องเปลี่ยนแปลงใหม่แนวคิดด้านนิติบัญญัติ สร้างสรรค์สภาแห่งชาติดิจิทัลและประยุกต์ใช้ AI ในการประกาศใช้นโยบายเพื่อสนับสนุนการพัฒนา

“ผมขอสาบานว่า จะอุทิศตนเพื่อรับใช้ปิตุภูมิและประชาน ร่วมกับสภาแห่งชาติ คณะกรรมาธิการสามัญสภาแห่งชาติ คณะกรรมาธิการต่างๆและบรรดาผู้แทนสภาแห่งชาติเดินหน้าเปลี่ยนแปลงใหม่ ผลักดันการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม AI สร้างสรรค์สภาแห่งชาติดิจิทัล ยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพกิจกรรมต่างๆ พูดได้ทำได้ ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ อย่างเต็มที่ ทันการณ์และมีประสิทธิภาพ”

ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า ในการพัฒนาประเทศในระยะต่างๆได้มีการตัดสินใจและนโยบายที่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่บริหารกล้าคิดกล้าทำกล้ารับผิดชอบ ซึ่งจากการเลือกตั้งบรรดาผู้นำระดับสูงอย่างพร้อมเพรียงครบถ้วน ความเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์และความมุ่งมั่นทางการเมืองในระดับสูง ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่า ในประวัติศาสตร์ของประเทศเวียดนามจะมีการบนทึกยุคแห่งการพัฒนาใหม่ด้วยสติปัญญา ความมุ่งมั่น ความคาดหวังอันแรงกล้าและความภาคภูมิใจในประชาชาติเวียดนาม.