สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้เข้าร่วมการประกวดครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันหรือรางวัล แต่อยู่ที่ความรู้สึกและความประทับใจอันลึกซึ้ง ภาษาเวียดนามที่ผ่านการถ่ายทอดของผู้เข้าร่วมการประกวดมิใช่ภาษาต่างประเทศที่ห่างไกลอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นสื่อกลางของความรัก ความเข้าใจ และการแบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นพิณสายเดียว การแสดงละครหุ่นเงาเรื่อง “เติ๊มก๊าม” การบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ "น้ำปลาฟู้ก๊วก" และวิถีชีวิตครอบครัวแบบเวียดนาม ทุกเรื่องได้ช่วยวาดภาพทางวัฒนธรรมเวียดนามที่ทั้งคุ้นเคยและภาพวัฒนธรรมใหม่ ๆ
นักศึกษาที่มาจากมหาวิทยาลัย 8 แห่งของไทยที่มีการเปิดภาคเรียนภาษาเวียดนาม เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยนเรศวรและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น ต่างทำหน้าที่เสมือน “ทูตวัฒนธรรม” รุ่นใหม่ ที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์มิตรภาพที่แน่นแฟ้นไทย – เวียดนามได้อย่างงดงาม
ภาพของนักศึกษาไทยที่สามารถร้องเพลงเวียดนามได้อย่างเข้าถึงอารมณ์ราวกับเป็นเจ้าของภาษาหรือการสวมชุดอ๊าวหย่ายในการนำเสนอผลงานเป็นภาษาเวียดนามอย่างมั่นใจ ล้วนแสดงให้เห็นว่าการเรียนภาษาไม่ได้หยุดอยู่เพียงในห้องเรียนเท่านั้น หากยังนำไปสู่ความเข้าใจในวัฒนธรรมและเห็นอกเห็นใจอีกด้วย เพราะเมื่อภาษาได้ถูกพูดด้วยหัวใจ มันจะก้าวข้ามข้อจำกัดต่าง ๆ ได้ ดังนั้น ภาษาเวียดนามได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันและในอนาคตของนักศึกษาไทยหลายๆ คน ดั่งเช่นคุณ พงศ์พิศุทธิ์ เพ็งสุข จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางสาวพุทธรักษา เผือกโสภา นางสาวพิชญา เกื้อกูล และนางสาวนริสรา โสภณคุณพินิจ จากคณะศิลปศาสตร์ สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
“ผมเห็นว่า ชาวเวียดนามและไทยมีความคล้ายคลึงกันมาก คือต่างเป็นคนใจดี หลังจากที่เรียนจบ ผมจะไปศึกษาต่อที่เวียดนาม แล้วจะกลับมาประเทศไทยเพื่อสอนภาษาเวียดนามให้กับเยาวชนไทยรุ่นใหม่”
“ตอนที่ยังเรียนอยู่ที่โรงเรียน ฉันและเพื่อน ๆ มักจะเล่นเกมที่เล่นง่ายโอเอกซ์ (XO) แค่มีกระดาษและปากกาก็เล่นได้แล้ว แต่แทนที่จะเล่นโอเอกซ์แบบธรรมดา พวกเราเล่นหมูหมากาไก่เพื่อฝึกการออกเสียงภาษาเวียดนามแทน”
“ พวกเราเขียนคำภาษาเวียดนามลงบนกระดาษ แล้วผลัดกันอ่านออกเสียงให้ทุกคนฟัง และทายว่าการออกเสียงนั้นถูกต้องหรือไม่ เกมนี้แม้จะเรียบง่าย แต่ก็สนุกมาก บางครั้งฉันออกเสียงได้ถูกต้อง แต่บางครั้งก็ออกเสียงผิด และตอนนั้นพวกเราก็มักจะหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ช่วงเวลาแบบนั้นทำให้การเรียนภาษาเวียดนามกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น”
“ เกมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้พวกเราฝึกการออกเสียงภาษาเวียดนามเท่านั้น หากยังเป็นความทรงจำที่น่าจดจำกับเพื่อน ๆ ในวัยนักศึกษาอีกด้วย”
ในมุมมองที่กว้างขวางมากขึ้น กิจกรรมต่างๆ เช่นการประกวด “My Viet Nam Story 2026” ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางใหม่ของการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในปัจจุบัน เพราะถ้าหากการทูตด้านการเมืองถือเป็นขั้นพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแล้ว การทูตในระดับประชาชนก็ถือเป็นส่วนจิตใจ โดยเฉพาะมิตรภาพที่เกิดขึ้นผ่านรั้วมหาวิทยาลัย กิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมหรือการศึกษาร่วมกัน ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานของความเข้าใจและความผูกพันที่ยั่งยืนระหว่างไทยและเวียดนาม ดังนั้น การเดินพร้อมของสถานทูตเวียดนามประจำประเทศไทยและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้ช่วยเปิดเวทีแห่งการเรียนรู้และพบปะแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ช่วยให้ภาษาเวียดนามได้ใช้อย่างภูมิใจและได้รับการขยาย เสริมสร้างมิตรภาพระหว่างเยาวชนของทั้งสองประเทศ อันเป็นวิธิทางที่ Soft Power ที่ได้ปลูกฝังอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ลึกซึ้งมาก
อาจารย์ ชารี ฮ่ำรัตนาพร สาขาวิชาภาษาเวียดนาม คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า
“ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราเปิดวิชาภาษาเวียดนามอย่างเป็นวิชาเลือกมานาน แล้วก็มีนิสิตหลากหลายคณะที่สนใจเรียนภาษาเวียดนาม สำหรับเรา เราไม่ได้เน้นสอนแค่ภาษาเพื่อการทำงานเท่านั้น แต่ว่าเราอยากให้นิสิตได้เข้าใจถึงวัฒนธรรม สังคม แล้วก็วิถีชีวิตของคนเวียดนามด้วย ดังนั้นแล้ว ในห้องเรียน บรรยากาศก็ค่อนข้างจะเป็นกันเอง อาจารย์ก็จะพยายามทำให้เด็กๆ ได้กล้าพูด ถึงพูดผิดก็ไม่เป็นไร บางทีก็มีการเอาขนมเวียดนามอย่างแบ๊งจึงหรือแบ๊งจ๊างจดมาให้เด็กๆ ได้ลองทานกันหรือว่าถ้ามีเพลงเวียดนามเพราะๆ มีเรื่องเล่าอะไรน่าสนใจก็จะมีการนำมาแลกเปลี่ยนกันในห้องเรียน ซึ่งก็ทำให้นิสิตรู้สึกว่า อุ๊ยมันน่าสนใจจังเลย แล้วก็สนุกกับการเรียนภาษาเวียดนามมากขึ้น”
50 ถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอสำหรับการหวนมองอดีต แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นบนเส้นทางใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนาม-ไทยในวันนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงในกรอบความร่วมมือที่มีมาช้านานเท่านั้น หากยังขยายไปทั่วผ่านความคิดสร้างสรรค์และความกระตือรือร้นของคนรุ่นใหม่อีกด้วย เรื่องราวที่ถูกเล่าผ่านภาษาเวียดนาม ณ กรุงเทพฯ จะข้ามกรอบของการประกวดและขยายผลต่อไปในอนาคต ทั้งในมหาวิทยาลัย ในการทำงานและในความสัมพันธ์ข้ามพรมแดนระหว่างเยาวชนของสองประเทศ.
