ภาษาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสาร แต่ยังเป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่สะท้อนประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และรากเหง้าของชาติ ดังนั้นในตลอดครึ่งศตวรรษแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเวียดนามกับไทย นอกจากความสำเร็จที่สำคัญในด้านความร่วมมือทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ยังมีบุคคลจำนวนมากที่ได้มีส่วนร่วม ในการเชื่อมโยงสองประเทศผ่านภาษา วัฒนธรรมและความรักที่แท้จริง ดั่งเช่น อาจารย์โด๋ถุยห่า อาจารย์สอนภาษาเวียดนามในประเทศไทยเป็นเวลากว่า 25 ปี โดยไม่เพียงแต่ทำการเผยแพร่ภาษาเวียดนามเท่านั้น เธอยังนำภาพลักษณ์ของเวียดนามสอดแทรกเข้าไปในชีวิตของเยาวชนในเมืองไทยอีกด้วย

ชั้นเรียนภาษาเวียดนามที่ศูนย์ภาษาและความรู้เวียดนามหรือ VLK ในกรุงเทพฯ มีความคึกคักด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจที่ครูและนักศึกษาได้ร่วมกันศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเวียดนาม นี่คือวิธีการที่อาจารย์ โด๋ถุยห่า เลือกใช้เพื่อช่วยให้ชาวไทยรู้จักและเข้าใจประเทศและคนเวียดนามให้ลึกซึ้งมากขึ้น อาจารย์ ห่า กล่าวว่า ในช่วงปลายปี 1990 การสอนภาษาเวียดนามที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย ประสบอุปสรรค์มากมาย เนื่องจากหนังสือตำราเรียนสำหรับการเรียนการสอนภาษาเวียดนามมีน้อยมาก อินเตอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย และภาพลักษณ์ของเวียดนามส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับสงครามและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ทำให้อาจารย์ ห่า ตระหนักว่า การสอนภาษาเวียดนามไม่ใช่แค่เรื่องคำศัพท์และไวยากรณ์เท่านั้น หากยังเกี่ยวกับการสอนวิธีคิดและวิถีชีวิตของคนเวียดนามอีกด้วย

“สำหรับดิฉัน ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนามในตลอด 50 ปีที่ผ่านมาไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ตัวเลขทางประวัติศาสตร์เท่านั้น จากประสบการณ์ที่ทำงานทางด้านการศึกษาในไทยมานานกว่า 25 ปี ดิฉันเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในกลุ่มนักศึกษาไทย นักศึกษารุ่นแรกๆที่ดิฉันสอนส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา เป็นนักวิจัยที่สนใจในวรรณกรรมเวียดนาม ในประวัติศาสตร์เวียดนามแบบเจาะลึก แต่คนรุ่นใหม่ทุกวันนี้เปลี่ยนไป นักศึกษารุ่นใหม่กลับหันมาสนใจเวียดนามในอีกมุมหนึ่ง พวกเขาอยากเรียนภาษาเวียดนาม สนใจการท่องเที่ยว อาหาร ดนตรีและแฟชั่นเวียดนามมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาพลักษณ์ของเวียดนามในสายตาของคนไทยค่อยๆเปลี่ยนไป จากประเทศที่เคยเป็นที่รู้จักแค่ในตำราเรียน ในงานวิชาการหรือประวัติศาสตร์ ได้กลายเป็นประเทศที่ใกล้ชิด มีชีวิตชีวาและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ในประเทศไทยมากขึ้น”

ในทุกบทเรียนภาษาเวียดนาม อาจารย์ ห่า ได้นำเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คน เทศกาล ขนบธรรมเนียมและชีวิตประจำวันของเวียดนามเข้ามาถ่ายทอดอย่างมีชีวิตชีวา ด้วยประสบการณ์กว่า 2 ทศวรรษในการเป็นอาจารย์ อาจารย์ ห่า ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในมุมมองของเยาวชนไทยที่มีต่อเวียดนาม โดยจากประเทศที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ไปสู่ประเทศที่มีชีวิตชีวา เต็มด้วยพลังชีวิตและมีวิถีชีวิตวัฒนธรรมคล้ายคลึงใกล้ชิดไทยมาก

“การที่นักศึกษารุ่นใหม่หันมาสนใจภาษาเวียดนาม การท่องเที่ยว อาหาร ดนตรี และแฟชั่นของเวียดนามมากขึ้น เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนามไม่ได้อยู่เพียงในระดับการทูตเท่านั้น แต่ได้ค่อยๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตและความสนใจของคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย”

ไม่เพียงแต่สอนภาษาเวียดนามในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ตั้งแต่ต้นปี 2000 อาจารย์ ห่า ได้จัดตั้งศูนย์ภาษาและความรู้เวียดนามหรือ VLK ในกรุงเทพฯ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่รักเวียดนาม เพราะเห็นว่าหลายคนที่รักเวียดนามแต่ขาดสถานที่เรียนภาษาและศึกษาค้นคว้าวัฒนธรรมเวียดนาม VLK จึงค่อยๆ กลายเป็น “Vietnam Corner” ในใจกลางกรุงเทพฯ – สถานที่ที่คนไทย คนเวียดนามที่อยู่อาศัยในประเทศไทยและเพื่อนมิตรชาวต่างชาติสามารถมาพบปะ เรียนภาษาเวียดนาม ดูหนัง ฟังเพลง และแลกเปลี่ยนความรักที่มีต่อประเทศเวียดนาม

“จุดประสงค์ของศูนย์ไม่ได้มีเพียงการสอนภาษาเวียดนามเท่านั้น แต่เราตั้งใจให้ที่นี่เป็นพื้นที่เล็กๆ ในกรุงเทพฯ ที่เปิดต้อนรับทั้งคนไทยที่รักและสนใจเกี่ยวกับประเทศเวียดนาม รวมถึงชาวเวียดนามที่อยู่ในประเทศไทยให้ได้มาพบปะแลกเปลี่ยนและเรียนรู้เกี่ยวกับเวียดนามร่วมกัน ที่ศูนย์ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามายืมหนังสือ ชมวิดีโอ ดูหนัง ฟังเพลงเวียดนาม ฝึกพูดภาษาเวียดนาม หรือแค่มานั่งจิบกาแฟและพูดคุยกันในบรรยากาศสบายๆ ได้ และในช่วงวันสำคัญต่างๆ ของเวียดนาม อย่างวันตรุษเต็ด วันชาติเวียดนาม เทศกาลวูลาน ทางศูนย์ก็จัดกิจกรรมเล็กๆ เพื่อให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัสและมีส่วนร่วมกับบรรยากาศวัฒนธรรมแบบเวียดนามจริงๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ”

สารที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งที่อาจารย์ ห่า ต้องการสื่อสารผ่านกิจกรรมของศูนย์ VLK คือ มิตรภาพระหว่างสองชาติไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการแสดงออกที่ยิ่งใหญ่ หากสามารถบ่มเพาะได้จากสิ่งธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวัน

“มิตรภาพที่แท้จริงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในงานพิธีการใหญ่ๆ หรือในถ้อยคำที่สวยหรูเท่านั้น แต่มันควรเป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันจริง ทั้งในเพลงที่เราฟัง อาหารที่เราชื่นชอบ การใช้ชีวิตที่เราต่างเรียนรู้จากกันและกัน และความรู้สึกให้เกียรติและเคารพที่เรามีให้ต่อกันเสมอ"

“ผมชื่อก้อนดิน นักเรียนคนไทยที่เรียนภาษาเวียดนามกับอาจารย์ ห่า สำหรับการเรียนภาษาเวียดนามครั้งแรก ผมรู้สึกประทับใจมากๆ ตัวเราเองก็สามารถพูดภาษาเวียดนามได้บ้างแล้วเหมือนกันครับ นอกจากนั้นก็ยังมีการคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆเกี่ยวกับวัฒนธรรม เรื่องราวต่างๆ วิถีชีวิตของผู้คนทั้งในไทยและเวียดนาม รู้สึกสนุกมากๆ ในคลาสแทบไม่รู้สึกว่าเรียนเหมือนมาคุยเล่นมากกว่า แต่ก็ได้ความรู้ได้สาระได้ประโยชน์กลับไปด้วย ก็รู้สึกดีใจมากๆที่ได้ตัดสินใจเรียนภาษาเวียดนาม”

“ผมชื่อพงศ์พิสุทธิ์ เพ็งสุข กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่สาม คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปกติการเรียนภาษาเวียดนามหรือว่าภาษาใดๆก็ตามก็เป็นเรื่องที่ยากแล้วก็ท้าทายสำหรับผู้เรียน แต่อาจารย์ห่าเป็นอาจารย์ที่สามารถทำให้นิสิตมองว่า ภาษาเวียดนามเป็นเรื่องที่ง่าย แล้วก็ทำให้นิสิตมองว่าทุกคนสามารถเรียนรู้ภาษาเวียดนามแล้วก็เข้าถึงภาษาเวียดนามได้ ผมได้เรียนภาษาเวียดนามกับอาจารย์ห่าตั้งแต่ระดับหนึ่งจนถึงระดับสี่ ทำให้ผมได้เรียนรู้ทั้งภาษาเวียดนาม วัฒนธรรมเวียดนาม การเรียนการสอนที่ครอบคลุมของอาจารย์ห่าจึงทำให้ผมรู้สึกว่า ผมมีความสุขกับการเรียนภาษาเวียดนามมากๆ การเรียนภาษาเวียดนามทำให้ผมได้เรียนรู้หลายอย่าง ได้เรียนรู้ทั้งเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเทศเวียดนามได้อย่างดี ได้เรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมของประเทศเวียดนามที่มีความงดงาม เป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงได้เห็นถึงพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศเวียดนาม”

ในตลอดกว่า 25 ปี อาจารย์ ห่า ได้ทุ่มเทกับภารกิจการเผยแพร่ภาษาเวียดนามในประเทศไทย อย่างเต็มใจเพื่อมุ่งมีส่วนช่วยเชื่อมโยงเวียดนามกับไทยให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น นี่ก็เป็นการพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงพลังที่เข้มแข็งของการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน ที่จะช่วยวางพื้นฐานที่มั่นคงเพื่อให้มิตรภาพระหว่างเวียดนามกับไทยได้รับการสานต่อและพัฒนาแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น.