บรรดาผู้แทนเห็นว่า ในสภาวการณ์ปัจจุบัน อาเซียนมีทั้งโอกาสและความท้าทายต่างๆ ในฐานะประธานอาเซียนปี 2026 ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ เห็นว่า ประเทศต่างๆในภูมิภาคต้องส่งเสริมจิตใจแห่งความสามัคคีและความร่วมมือ ปรับตัวเพื่อฟันฝ่าความท้าทายที่นับวันซับซ้อนมากขึ้นในโลก
ส่วนนายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันถึงความต้องการในการธำรงบทบาทการเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการสร้างสรรค์โครงสร้างภูมิภาค
“อาเซียนต้องส่งเสริมความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของตน ในรอบกว่า 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ความสำเร็จของอาเซียนมาจากการสร้างความกลมกลืนระหว่างผลประโยชน์ของชาติกับผลประโยชน์ของภูมิภาค ซึ่งมีความหมายต่อบทบาทการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ทำให้อาเซียนกลายเป็นที่พึ่งของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค บทบาทการเป็นศูนย์กลางของอาเซียนมีความจำเป็นเนื่องจากทำให้อาเซียนร่วมมือในเชิงสร้างสรรค์กับทุกหุ้นส่วนและปกป้องผลประโยชน์ของตน”
ส่วนนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุนมาเนต เห็นว่า ต้องถือมนุษย์ในศูนย์กลางของกระบวนการสร้างสรรค์ประชาคมอาเซียน
“ความสำเร็จของอาเซียนไม่ควรวัดจากอัตรการขยายตัวจีดีพี มูลค่าการค้าและการดึงดูดเงินลงทุนเท่านั้นหากยังวัดจากการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น มีความปลอดภัยมากขึ้นและมีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น”
ฟอรั่มนาคตแห่งอาเซียนปี 2026 มีขึ้นในสภาวการณ์ที่อาเซียนกำลังปฏิบัติวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนปี 2045 ซึ่งเป็นเวทีเพื่อให้บรรดาผู้นำ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญหารือเกี่ยวกับความคิดริเริ่มใหม่ มีส่วนร่วมสร้างสรรค์อาเซียนที่สามัคคี พึ่งตนเอง ธำรงบทบาทการเป็นศูนย์กลางในโครงสร้างภูมิภาค ร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่สันติภาพ เจริญรุ่งเรืองและถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง.
