การฟ้อนแสว่ไทมิได้เป็นแค่การเต้นรำของชนเผ่าแต่เปรียบเสมือนเป็นคลังวัฒนธรรมที่ถนอมปรัชญาชีวิต มุมมองต่อธรรมชาติ ผู้คน และชุมชน สำหรับชุมชนเผ่าไทในเหมื่องหล่อ ทุกจังหวะโยนผ้าในวงรำแสว่เปรียบเป็นการเชื้อเชิญอย่างอบอุ่นและการจับมือแต่ละครั้งคือข้อความสะท้อนความสามัคคี ความร่วมแรงร่วมใจในการทำงานและความรักใคร่ระหว่างมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ การฟ้อนแสว่จึงได้รับการแพร่กระจายอย่างกว้างขวางในชีวิตของคนหลายรุ่น เมื่อสี่ปีที่แล้ว ศิลปะการฟ้อนแสว่ได้รับการรับรองจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ที่เป็นตัวแทนของมนุษยชาติ ซึ่งเพิ่มความภาคภูมิใจและความรับผิดชอบในการอนุรักษ์และส่งเสริมคุณค่าของมรดกนี้สำหรับชุมชนในปัจจุบันและในอนาคต

สิ่งที่โดดเด่นในการอนุรักษ์วัฒนธรรมชุมชนในเหมื่องหล่อคือจิตใจที่เข้มแข็งในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน เพื่อให้การฟ้อนแสว่ไม่ได้ปรากฎอยู่เฉพาะในงานเทศกาลหรือโอกาสพิเศษเท่านั้น แต่ปรากฏอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันอย่างกว้างขวางด้วย โดยบรรดาศิลปินฟ้อนแสว่จำนวนมากรวมถึงผู้ที่มีอายุมากกว่า 80 ปี ยังคงทุ่มเทสอนท่ารำให้กับคนรุ่นใหม่ด้วยความคาดหวังว่าการฟ้อนแสว่โบราณ เช่น "คำแคน" "ยมคัน" "อมลมตบมือ" จะได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา ศิลปินพื้นบ้านผู้มีชื่อเสียง Điêu Thị Siêng จากหมู่บ้านเดว 2 แขวงเหงียโหล กล่าวว่า"บรรดาผู้อาวุโสของชุมชนได้พยายามถ่ายทอดศิลปะนี้ให้คนรุ่นใหม่และเราก็ตั้งใจเรียนรู้แล้วสอนต่อให้ลูกหลานเพื่อไม่ให้ถูกหลงลืม ครูในโรงเรียนก็อำนวยความสะดวกให้เด็กๆได้เรียนฟ้อนรำนอกภาคเรียน ส่วนเด็กก็รู้สึกชื่นชอบดีใจ"

ในช่วงที่ผ่านมา ทางการท้องถิ่นในเขต เหมื่องล่อและจังหวัดลาวกายได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆเพื่อสร้างความตระหนักและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาศิลปะการฟ้อนแสว่ไท โดยเฉพาะการจัดงานเทศกาล การแสดง และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมการเผยแพร่ศิลปะนี้สู่นักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ในกระบวนการนี้การสอนฟ้อนแสว่ไทในโรงเรียนก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยโรงเรียนหลายแห่งในเหงียโหลได้เชิญศิลปินฟ้อนแสว่มาสอนในโรงเรียนหรือระบุการฟ้อนแสว่ไทเข้าในกิจกรรมนอกหลักสูตร เพื่อให้นักเรียนนอกจากได้เรียนรู้เกี่ยวกับมรดกนี้ผ่านหนังสือแล้วยังได้ร่วมแสดงฟ้อนรำกับชุมชนด้วย คุณครูฝาม ถิ แทงห์ เหี่ยน จากโรงเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลายเหงียโหล กล่าวว่า"เด็กนักเรียนต่างแสดงความชื่นชมและหลงไหลกับศิลปะนี้จึงเรียนเร็วมาก ในการจัดกิจกรรมนอกหลักสูตรเรายังได้รับการสนับสนุนจากบรรดาศิลปินด้วยการทุ่มเทแรงกายแรงใจและเวลาในการถ่ายทอดให้แก่เด็กๆ"

ปัจจุบันที่เหมื่องหล่อมีทีมศิลปะชุมชนนับร้อยทีมพร้อมศิลปินฟ้อนแสว่หลายพันคน โดยไม่เพียงแต่จัดแสดงในงานเทศกาลสร้างบรรยากาศที่รื่นเริงเท่านั้น การฟ้อนแสว่ยังถือเป็นอาหารทางใจสำหรับชาวบ้านทุกคน คุณหล่อถิซวน หมู่บ้าน ป๊าเก๊ต แขวง จูงเติม จังหวัดลาวกายเผยว่า" การฟ้อนแสว่ที่งดงามนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของท่าทาง แต่ยังเกี่ยวกับจิตใจของคนฟ้อนด้วย ดังนั้น นอกจากการฝึกฝนเป็นประจำแล้ว เรายังรับฟังคำแนะนำจากผู้อาวุโสเพื่อให้เข้าใจความหมายของการฟ้อนแสว่ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น"

การจับมือกันในวงฟ้อนแสว่ได้สร้างความรู้สึกภาคภูมิใจให้แก่ทั้งชุมชนเพื่อให้ทุกคนเพิ่มความมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชนเผ่าตนเอาไว้อย่างสมบูรณ์ต่อไปท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตยุคใหม่./.