ความมุ่งมั่นนี้ได้รับการแปรให้เป็นปฏิบัติการด้านการบริหารชี้นำที่รวดเร็วและตรงประเด็น โดยในการประชุมครั้งแรกของรัฐบาล ที่นายกรัฐมนตรี เลมิงห์ฮึง เป็นประธานได้เน้นแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ตั้งแต่การเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐและการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค ไปจนถึงการส่งเสริมพลังขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆด้วยเจตนารมณ์ “คัดเลือกถูกต้อง - ดำเนินการรวดเร็ว – ปฏิบัติอย่างละเอียดถี่ถ้วน – ประเมินผ่านผลงานและรับผิดชอบโดยตรงต่อผลงาน”คือเจตนารมณ์ที่เสมอต้นเสมอปลายของรัฐบาลชุดใหม่

การกำหนดระเบียบวินัยการบริหารจัดการ

ควบคู่กับการออกแผนปฏิบัติการของรัฐบาลเพื่อดำเนินการตามข้อสรุปที่ 18 ของส่วนกลางเกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในช่วงปี 2026-2030 รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะกำหนดระเบียบวินัยด้านการบริหาร ในสภาวการณ์ที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับความท้าทายมากมาย ความจำเป็นในการมีกลไกการบริหารราชการที่ดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพจึงกลายเป็นความเร่งด่วน ในการประชุมรัฐบาลครั้งที่ 1 นายกรัฐมนตรี เลมิงห์ฮึง ได้ย้ำถึงหลักการ “ความรับผิดชอบที่ชัดเจน งานที่ชัดเจน กำหนดเวลาที่ชัดเจนและผลงานที่ชัดเจน” พร้อมทั้งเสนอให้มีแนวคิด ความเข้าใจและการดำเนินการที่เป็นเอกภาพเพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เลข 2 หลัก

“ต้องธำรงเป้าหมายของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับสูง ยั่งยืนและจริงจัง ซึ่งรัฐบาลกำหนดว่า นี่คือภารกิจทางการเมืองที่สำคัญและเป็นประจำ บรรดารัฐมนตรี หัวหน้าหน่วยงาน ประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัด เลขาธิการพรรคสาขาจังหวัดและนครเน้นชี้นำการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดบนเจตนารมณ์แห่ง “การเลือกเฟ้นที่ถูกต้อง - ดำเนินการอย่างรวดเร็ว – ปฏิบัติอย่างละเอียดถี่ถ้วน – ประเมินผ่านผลงานและรับผิดชอบโดยตรงต่อผลงาน”

บนพื้นฐานดังกล่าว รัฐบาลได้ออกแผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินการตามมติของสมัชชาใหญ่พรรคสมัยที่ 14 ด้วย 12 กลุ่มภารกิจหลัก 6 ภารกิจสำคัญและ 3 ก้าวกระโดดเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเน้นปฏิบัติมาตรการแก้ไขเพื่อส่งเสริมการเติบโตควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค การระดมและใช้พลังทุกแหล่งเพื่อการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ ค้ำประกันความสมดุลที่สำคัญของเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรี เลมิงห์ฮึง ย้ำว่า

“รัฐบาลถือว่า นี่เป็นมาตรการแก้ไขที่สำคัญอย่างยิ่งในการบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่เลข 2 หลัก โดยเน้นพยายามเพิ่มรายรับเข้างบประมาณแผ่นดินร้อยละ 10 ประหยัดงบประมาณให้ได้กว่าร้อยละ 10 และพยายามประหยัดค่าใช้จ่ายประจำอีกร้อยละ 5 ในแผนการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ในเนื้อหารายจ่ายประจำ กระทรวงการคลังต้องลดรายจ่ายประจำลงร้อยละ 10 ในเชิงรุก และลดลงอีกร้อยละ 5 ภายในกลางปี ​​เพื่อใช้เป็นแหล่งงบประมาณสำรองฉุกเฉิน และจัดสรรเพิ่มเติมให้แก่การลงทุนเพื่อการพัฒนา”

รัฐบาลดำเนินการด้วยผลงานที่ชัดเจน

ในความเป็นจริง หลังจากมีการปรับโครงสร้างองค์กรภาครัฐเสร็จเรียบร้อย นายกรัฐมนตรีและสมาชิกของรัฐบาลได้ลงพื้นที่ตรวจราชการอย่างต่อเนื่อง โดยประชุมกับกระทรวง หน่วยงานและสถานประกอบการต่างๆ เพื่อสร้างกลไกการตรวจสอบและประเมินความมีประสิทธิภาพที่โปร่งใสมากขึ้น

เจตนารมณ์ของรัฐบาลแห่งการปฏิบัติยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านการมอบหมายภารกิจที่เป็นรูปธรรม ควบคู่กับการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน ตั้งแต่ข้อกำหนดในการลดระเบียบราชการในเดือนเมษายน การแก้ไขอุปสรรคให้แก่โครงการหลายพันแห่ง ไปจนถึงการปรับปรุงกลไก นโยบายให้มีความสมบูรณ์ การทบทวนการวางแผนและการแก้ไขนโยบายที่ดินในปี 2026 ซึ่งต่างมุ่งสู่เป้าหมายร่วมคือ สร้างการเปลี่ยนแปลงที่จริงจังและประเมินผลได้

“ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 ต้องปรับปรุงกฎหมายให้มีความสมบูรณ์เพื่อแก้ไขปัญหาทรัพย์สินสาธารณะส่วนเกิน เช่น ที่อยู่อาศัยและที่ดิน ในไตรมาสที่ 3 ทำการวิจัย ทบทวน ค้ำประกันความมีประสิทธิภาพและความเป็นเอกภาพของการบริหารจัดการของรัฐในแต่ละภาคส่วน ในปี 2026 จะทำการทบทวน ปรับปรุง อนุมัติและปฏิบัติการวางแผนต่างๆ ภายใต้ยุทธศาสตร์แห่งชาติ ค้ำประกันความพร้อมเพรียงและเป็นไปตามข้อกำหนดของการเติบโตที่เลข 2 หลัก ทบทวนและอนุมัติการปรับปรุงแผนการใช้ที่ดินให้แล้วเสร็จในไตรมาสที่ 2 แก้ไขกฎหมายที่ดินและเอกสารแนะนำการปฏิบัติในปี 2026”

ทั้งนี้จากการกำหนดเป้าหมายการเติบโตที่อยู่ในระดับสูงในระยะต่อไป รัฐบาลชุดใหม่จะไม่เพียงแต่เน้นมาตรการในระยะสั้น เช่น การกระตุ้นอุปสงค์และการส่งเสริมการลงทุนภาครัฐเท่านั้น หากยังให้ความสนใจถึงการปฏิรูปขั้นพื้นฐาน เช่น การปรับปรุงกลไก นโยบาย บรรยากาศการประกอบธุรกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์และการส่งเสริมนวัตกรรม ซึ่งเป็นนโยบายที่ต้องใช้ความตั้งใจในการปฏิบัติและต้องมีความเด็ดขาด เนื่องจากผลลัพธ์อาจไม่เกิดขึ้นทันที แต่จะมีความหมายในระยะยาวต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจ

ด้วยการเริ่มต้นที่เด็ดขาด พร้อมเพรียงและการกำหนดแนวทางที่ชัดเจน ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าในการปฏิบัติของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่กำลังสร้าง “แรงผลักดัน” ในเชิงบวกสร้างพื้นฐานให้แก่กระบวนการปฏิบัติเป้าหมายการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะต่อไป.