จากสถานการณ์ที่เป็นจริงในไตรมาสแรก เราสามารถเห็นได้ทั้งโอกาส ความท้าทาย และเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสต่อๆ ไป

ภาพรวมเศรษฐกิจด้วยจุดเด่นมากมาย

ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงดำเนินต่อไปบวกกับราคาพลังงานที่ผันผวนอย่างซับซ้อน ในสภาวการณ์ดังกล่าว การธำรงอัตราการเติบโตเกือบร้อยละ 8 ในไตรมาสแรกของปี 2026 ได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของเศรษฐกิจเวียดนาม โดยปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในไตรมาสแรกของปี 2026 ยังคงมาจากภาคการส่งออก การบริโภคภายในประเทศ การลงทุนภาครัฐและกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI ที่น่าสนใจคือ เงินทุน FDI ที่ได้รับการปฏิบัติอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความน่าดึงดูดใจของบรรยากาศการลงทุนในเวียดนาม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแปรรูปและการผลิต

ในภาคบริการ ความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวเวียดนามเพิ่มขึ้นได้ส่งผลให้ภาคการค้าและบริการเติบโตขึ้น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวเวียดนามในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 6.76 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วและเป็นระดับสูงสุดของไตรมาสแรกที่ไม่เคยมีมาก่อน

ผลสำเร็จทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 แสดงให้เห็นว่า เวียดนามได้เริ่มต้นอย่างเข้มแข็ง ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญ แต่ยังไม่เพียงพอเพื่อค้ำประกันเป้าหมายการเติบโตที่เลข 2 หลัก เพราะว่า ถ้าหากไตรมาสแรกเติบโตประมาณร้อยละ 7.8 ไตรมาสที่เหลือจะต้องเติบโตในอัตราที่สูงขึ้นอย่างมาก แม้กระทั่งสูงกว่าร้อยละ 10 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในตลอดทั้งปี ดังนั้น เวียดนามไม่เพียงแต่ต้องธำรงปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่มีอยู่เท่านั้น หากยังต้องยกระดับปัจจัยเหล่านี้และแสวงหาโอกาสใหม่ๆ อีกด้วย นี่คือสิ่งที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ เลมิงฮึง (วาระปี 2026-2031) ได้ให้คำมั่นที่จะให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ ในพิธีสาบานตนรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 เมษายน

“เป้าหมายในการบรรลุอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยอยู่ที่กว่าร้อยละ 10 ต่อปีในช่วงปี 2026-2031 เป็นคำสั่งแห่งการพัฒนาเพื่อบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ รัฐบาลกำหนดว่า การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ เป็นแรงขับเคลื่อนหลักเพื่อพัฒนากำลังการผลิตที่ทันสมัยอย่างรวดเร็ว เพิ่มผลผลิต ขีดความสามารถในการแข่งขัน การพึ่งพาตนเองเชิงยุทธศาสตร์และสร้างแรงขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ”

แปรเป้าหมายการเติบโตให้กลายเป็นความจริง

เพื่อแปรเป้าหมายนี้ให้กลายเป็นความจริง เวียดนามกำลังเน้นปฏิบัตินโยบายเชิงยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะการปรับปรุงกลไก นโยบายให้มีความสมบูรณ์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ การส่งเสริมนวัตกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการยกระดับคุณภาพแหล่งบุคลากร ซึ่งนโยบายเหล่านี้เน้นปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ เปลี่ยนรูปแบบการเติบโตบนพื้นฐานประสิทธิภาพของผลผลิต วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แทนที่จะพึ่งพาแต่เพียงเงินทุนและแรงงานราคาถูก การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียวจะเปิดโอกาสใหม่ๆ ต่อการเติบโต รองศาสตราจารย์ ดร. หวูแทงเฮือง รองหัวหน้าสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์และธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ สังกัดมหาวิทยาลัยแห่งชาติฮานอยแสดงความเห็นว่า

“เราจำเป็นต้องส่งเสริมความสามารถในการพึ่งตนเองด้านการผลิตและพัฒนาอุตสาหกรรมประกอบต่อไป ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง 2 คือ การเป็นฝ่ายรุกในด้านเทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีเป็นพื้นฐานของนวัตกรรม และเมื่อเราประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่อผลิตภัณฑ์ มูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ที่เราส่งออกสู่ตลาดโลกก็จะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้นและรายได้ของแรงงานที่เกี่ยวข้องในภาคการส่งออกสูงขึ้น”

นอกจากนี้ สถานประกอบการ โดยเฉพาะสถานประกอบการภาคเอกชนต้องได้รับเงื่อนไขที่อำนวยความสะดวกมากขึ้นเพื่อพัฒนา ตามความเห็นของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กาวแองต๊วน ในสภาวการณ์แห่งการแข่งขันระดับโลกที่นับวันทวีความรุนแรงมากขึ้น ศักยภาพภายในของสถานประกอบการคือปัจจัยชี้ขาดต่อแรงกระตุ้นของเศรษฐกิจ

“เป้าหมายของการเติบโตเลข 2 หลักไม่เพียงแต่เป็นเงื่อนไขในด้านความเร็วเท่านั้น หากยังเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอีกด้วย นี่ไม่เพียงแต่เป็นภารกิจทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์เพื่อนำประเทศฟันฝ่ากับดักรายได้ปานกลางและบรรลุความมุ่งมั่นที่จะเป็นประเทศพัฒนาที่มีรายได้สูงภายในปี 2045 ในกระบวนการนี้ สถานประกอบการต้องเป็นกองกำลังเดินหน้าแนะแนววัตกรรมและสร้างสถานะของเวียดนามในระบบเศรษฐกิจโลก”

ปัจจัยสำคัญอีกประเด็นคือการบริโภคภายในประเทศ ด้วยจำนวนประชากรจำนวนมากและชนชั้นกลางที่กำลังเติบโต ตลาดภายในประเทศจึงมีศักยภาพเป็นอย่างมาก การดำเนินนโยบายกระตุ้นการบริโภคที่เหมาะสม ควบคู่กับรายได้ที่มั่นคงและการสร้างงานทำให้แก่แรงงาน จะมีส่วนร่วมธำรงอัตราการเติบโตของการบริโภคได้ นี่ยังเป็นปัจจัยที่ช่วยลดการพึ่งพาตลาดภายนอกในสภาวการณ์ที่การค้าระดับโลกยังมีความเสี่ยงมากมาย

ในไตรมาสแรกของปี 2026 เศรษฐกิจเวียดนามมีทั้งสัญญาณที่ดีและความท้าทาย เส้นทางข้างหน้าเต็มไปด้วยแรงกดดัน แต่ก็มีโอกาสมากมายเช่นกัน หากเราใช้ประโยชน์จากปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ ปรับปรุงบรรยากาศการประกอบธุรกิจและเสริมสร้างศักยภาพภายในประเทศได้ เราสามารถบรรลุอัตราการเติบโตที่เลข 2 หลักในปีนี้ได้แน่นอน ซึ่งจะสร้างพื้นฐานที่สำคัญให้แก่การพัฒนาเศรษฐกิจเวียดนามในระยะต่อไป.