การบริหารจัดการอย่างที่มีประสิทธิภาพ – เพื่อพิชิตเป้าหมายที่ก้าวหน้าในศักราชแห่งการผงาด
Ngoc Diep- VOV5 -  
(VOVWORLD) -ประเทศเวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ด้วยความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่และยุทธศาสตร์การปฏิรูปที่แข็งแกร่ง ซึ่งศักยภาพในการบริหารจัดการสมัยใหม่นั้น ไม่เพียงแค่เป็นเครื่องมือ แต่ยังเป็น 'ระบบปฏิบัติการ' ที่สำคัญ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ก้าวหน้าในการปรับเปลี่ยนประเทศเวียดนามให้กลายเป็นประเทศไฮเทค พร้อมเสริมสร้างจุดยืนการเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน นี่คือความคิดเห็นของนาย กวี จงกิจถาวร นักวิชาการและนักวิจัยชั้นนำระดับนานาชาติของไทย ในการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุเวียดนามประจำกรุงเทพฯ
นาย กวี จงกิจถาวร นักวิชาการและนักวิจัยชั้นนำระดับนานาชาติของไทย |
ผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่หลังกระบวนการโด๋ยเม้ยเป็นเวลา 40 ปีภายใต้การชี้นำของพรรคคอมมิวนิสต์ ได้มีส่วนช่วยให้ประเทศเวียดนามสามารถสะสมพลังอันแข็งแกร่งและแรงผลักดันสำหรับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในระยะต่อไป จากประเทศที่ยากจน ล้าหลัง ด้อยพัฒนาและถูกคว่ำบาตร เวียดนามได้กลายเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ปานกลาง ผสมผสานเข้าสู่เวทีการเมืองและเศรษฐกิจโลกอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง โดยในช่วงเวลาตั้งแต่บัดนี้จนถึงปี 2030 ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับการสร้างระเบียบโลกครั้งใหม่และยังเป็นช่วงเวลาแห่งโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง เป็นโค้งสุดท้ายแห่งการปฏิวัติของเวียดนาม เพื่อบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ 100 ปี การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม พร้อมสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการบรรลุเป้าหมาย 100 ปี การก่อตั้งประเทศ นายกวี จงกิจถาวร นักวิชาการและนักวิจัยชั้นนำระดับนานาชาติของไทยได้ประเมินเกี่ยวกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์และความมุ่งมั่นของเวียดนามในการกำหนดวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศในยุคใหม่ว่า
“เวียดนามได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นประเทศไฮเทคอย่างชัดเจน นี่ไม่ใช่เป้าหมายที่จะทำได้ง่ายๆ แต่ต้องอาศัยการปฏิรูปอย่างครอบคลุมทั้งในด้านเศรษฐกิจ กฎหมาย และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเวียดนามได้ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจน คือ การเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงภายในอีก 5 ปีข้างหน้า และจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2045 ซึ่งมีประเทศกำลังพัฒนาในอาเซียนเพียงไม่กี่ประเทศที่กล้าตั้งเป้าหมายอย่างมั่นใจเช่นนี้ รวมถึงอัตราการเติบโตของ GDP อย่างน้อยร้อยละ 10 ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า”
ท่ามกลางสถานการณ์โลกในยุคปัจจุบันเมื่อสันติภาพและความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเป็นกระแสหลัก พรรคและรัฐเวียดนามยังคงยึดมั่นในบทบาทของการทูตพหุภาคี โดยถือเป็นทิศทางสำคัญในนโยบายการต่างประเทศของเวียดนาม อีกทั้งยังตั้งเป้าหมายที่จะ "ยกระดับการทูตพหุภาคี" ของประเทศในยุคใหม่อีกด้วย ซึ่งเวียดนามได้รับหน้าที่สำคัญๆ ระดับนานาชาติมากมาย พร้อมมีบทบาทเชิงรุกในฐานะสมาชิกขององค์กรและเวทีพหุภาคีที่สำคัญหลายแห่ง โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน นายกวี จงกิจถาวร ได้ยืนยันถึงบทบาทของเวียดนามในอาเซียนและภูมิภาคว่า
“จากการเป็นสมาชิกอาเซียนมาเป็นเวลา 30 ปี เวียดนามได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพและมีส่วนช่วยรักษาความเป็นเอกภาพและความสามัคคีขององค์กร ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เวียดนามมีความประสงค์ที่จะก้าวไปข้างหน้า โดยส่งเสริมให้อาเซียนกลายเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้วยสถานะการเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตรวดเร็วที่สุดในภูมิภาค เวียดนามสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งนี้ในการนำหน้าอาเซียน ถ้าหากประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนสู่เศรษฐกิจไฮเทค เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจแห่งนวัตกรรม ในขณะเดียวกัน เวียดนามยังมองอาเซียนว่าเป็นเครื่องมือทางการทูตที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายการพัฒนาของเวียดนามภายในปี 2045 สอดคล้องกับวิสัยทัศน์อาเซียนปี 2045”
นอกจากนี้ นายกวี จงกิจถาวร ยังตั้งข้อสังเกตว่า ความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดคือ วินัยในการปฏิบัติงาน โดยเวียดนามจำเป็นต้องปรับปรุงระบบการบริหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมภาคเอกชน ลดบทบาทของกลุ่มรัฐวิสาหกิจ และปรับเปลี่ยนสู่เศรษฐกิจภาคบริการ พร้อมเร่งการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งการบริหารจัดการที่ดีเป็นปัจจัยชี้ขาดสำหรับการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน เวียดนามได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถเหล่านี้ผ่านการรับมือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้เวียดนามยังได้รับประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีหรือ FTA หลายฉบับ รวมถึงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่รอบด้านกับมหาอำนาจของโลกหลายประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีเพียงไม่กี่ประเทศในอาเซียนที่สามารถทำได้ นายกวี จงกิจถาวร ได้ประเมินเกี่ยวกับผลกระทบของนโยบายภายในประเทศ ต่อสถานะและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเวียดนามในอนาคตว่า
“ปัจจัยสำคัญประการแรกคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ประการที่สองคือ ถ้าหากเวียดนามประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายต่างๆ ที่ตั้งไว้ รูปแบบการพัฒนาของเวียดนามจะกลายเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่นๆ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ การที่เวียดนามสามารถพิสูจน์ได้ว่า ความเจริญรุ่งเรืองและการเติบโตสามารถดำเนินไปพร้อมๆ กับเศรษฐกิจที่เปิดกว้างได้ จะได้รับการยกย่องอย่างมากจากประชาคมระหว่างประเทศ ท้ายที่สุดแล้ว ความพยายามทั้งหมดนั้นจะต้องนำไปสู่มาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับประชาชนพร้อมสายสัมพันธ์ในครอบครัวอันแน่นแฟ้น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกของพวกเรา นี่จะเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน รวมถึงความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างเวียดนามและไทย ตลอดจนกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยความมั่นคงนี้จะช่วยรักษาความสามัคคี เสถียรภาพ และบทบาทการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน”
ทั้งนี้ นายกวี จงกิจถาวร นักวิชาการและนักวิจัยชั้นนำระดับนานาชาติของไทยได้แสดงความเชื่อมั่นว่า ทางการเวียดนามมีความเข้าใจถึงความต้องการของยุคแห่งการพัฒนาใหม่และกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาครั้งใหญ่ผ่านการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศอย่างแข็งขัน ซึ่งจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในศักราชแห่งการผงาดของประเทศชาติโดยเร็ว.
Ngoc Diep- VOV5