(VOVWORLD) - ในฤดูใบไม้ผลินี้ ประชาชนเวียดนามไม่เพียงแต่ได้ฉลองตรุษเต๊ตด้วยความสุขของการได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาตามขนบธรรมเนียมประเพณีเท่านั้น หากยังรอคอยโอกาสและพลังใหม่ ๆ ในขณะที่กำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ด้วยสถานะประเทศผู้สร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบ
คุณ เลเอียนแทง (VGP) |
ในช่วงต้นปีใหม่ ณ นครโฮจิมินห์ รถเมล์หลายสายในนครโฮจิมินห์ได้ยุติการใช้ตั๋วกระดาษ เพื่อใช้เป็น E-Ticket แทน ซึ่งความสะดวกนี้มาจากโซลูชันทางเทคโนโลยีที่วิศวกรรุ่นใหม่ เลเอียนแทง วิจัยและพัฒนา ซึ่งวิศวกรรุ่นใหม่ เลเอียนแทง เคยทำงานในบริษัท Google และเป็น 1 ใน 30 คนรุ่นใหม่ที่ทรงอิทธิพลแห่งเอเชียใน “Forbes 30 Under 30 Asia 2022” แต่เขาได้ตัดสินใจกลับมาทำงานที่เวียดนาม นำปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาประยุกต์ใช้ในระบบขนส่งสาธารณะ มีส่วนช่วยพัฒนาตัวเมืองอัจฉริยะ มีส่วนร่วมนำความรู้ระดับโลกมาใช้ในการบริการต่างๆเพื่อความสะดวกสบายของประชาชน
“ ด้วยวัตถุประสงค์ที่ทุ่มเทให้กับเทคโนโลยีและรับใช้ชุมชน ผมตัดสินใจพัฒนาโซลูชันทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องถึงรถเมล์เพื่อมีส่วนร่วมพัฒนาระบบการขนส่งสาธารณะของนครฯ”
ดอกเตอร์ เจิ่นต๊วนแอง (VNA) |
ส่วนดอกเตอร์ เจิ่นต๊วนแอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร Solano Energy ได้กลับประเทศสร้างฐานะภายหลังศึกษาและทำงานมาหลายๆปีในอังกฤษและสหรัฐ มีส่วนร่วมต่อการพัฒนาด้านพลังงาน ยกระดับสถานะของประเทศในแผนที่โลก
"ในช่วงนี้ โลกให้ความสนใจโอกาสเศรษฐกิจของเวียดนาม ซึ่งแต่ละบุคคลต้องพยายามส่งเสริมให้เพื่อนมิตรชาวต่างชาติรู้จักเวียดนามมากขึ้นและการเชื่อมโยงระหว่างชาวเวียดนามที่อาศัยในต่างประเทศกับในประเทศมากขึ้น ผมคิดว่า ความภาคภูมิใจประชาชาติ ความปรารถนาเกี่ยวกับการช่วยให้เวียดนามบรรลุผลสำเร็จต่างๆเป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อให้พวกเราพยายาม”
ถ้าหากคนรุ่นใหม่อย่างเช่น เอียนแทง และ ต๊วนแอง ใช้สติปัญญาเพื่อสร้างแรงกระตุ้นเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของตัวเมือง ส่วนที่โรงงานต่างๆ การผสมผสานเข้ากับกระแสโลกแสดงให้เห็นผ่านความพยายามเจาะตลาดโลก ซึ่งเรื่องราวเกี่ยวกับการส่งออกไม้ของบริษัท Fomex Global เป็นการพิสูจน์อย่างมีชีวิตชีวาต่อความพยายามนี้
ระบบนิเวศแห่งสีเขียวของ Fomex (fomexgroup) |
ท่ามกลางการดำเนินงานอย่างราบรื่นของสายการผลิต แผ่นไม้อัดกำลังผ่านขั้นตอนการแปรรูปขั้นสุดท้าย พร้อมส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ นาย เหงวียนกงแยง ประธานบริษัทหุ้นส่วนนานาชาติ Fomex Global ได้เผยว่า
“ ในการเจาะตลาดต่างประเทศ พวกเราไม่เพียงแต่ส่งออกผลิตภัณฑ์เท่านั้น หากยังมีส่วนช่วยยกระดับชื่อเสียงของประเทศและแนวคิดการผสมสผานของนักธุรกิจรุ่นใหม่ นับตั้งแต่ช่วงแรกๆ ทางบริษัทฯได้กำหนดว่า การส่งออกไม่ใช่การขายสินค้าในต่างประเทศเท่านั้น หากเรากำลังเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานโลกด้วยทักษะความสามารถของสถานประกอบการ”
จากการต้องเผชิญกับการกีดกันทางเทคนิคของสหรัฐและมาตรฐานที่เข้มงวดของสหภาพยุโรปหรืออียู เจ้าหน้าที่ของบริษัท Fomex Global เข้าใจว่า โลกไม่ซื้อผลิตภัณฑ์เนื่องจากความพยายามของเรา แต่เขาซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน นาย เหงวียนกวางวิง หัวหน้าฝ่ายการประกอบธุรกิจของบริษัท Fomex Global ได้เผยว่า
“สำหรับเรื่องวัตถุดิบ ตลาดต่างประเทศต้องการความโปร่งใสและระบุแหล่งที่มาของสินค้าอย่างชัดเจน การจัดสรรประเภทไม้ที่ถูกต้อง ความมีเสถียรภาพของการส่งออกสินค้าและการรักษาคุณภาพในระยะยาว สำหรับกระบวนการผลิต ลูกค้าต่างชาติให้ความสนใจต่อมาตรฐานทางเทคนิคและตอบสนองมาตรฐานเกี่ยวกับคุณภาพสำหรับแต่ละตลาด นอกจากนี้ ลูกค้ายังให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อความมีเสถียรภาพของสินค้า ซึ่งสถานประกอบการต้องเป็นหุ้นส่วนของห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่แค่คนขายเท่านั้น”
ผลิตภัณฑ์ของ Fomex Global ส่งออกไปยังเกือบ 20 ประเทศในยุโรป เอเชียและทวิปอเมริกา (fomexgroup) |
เพื่อให้บริษัท Fomex Global สามารถครองส่วนแบ่งในตลาดโลก ผู้บริหารของบริษัทได้วิจัยเกี่ยวกับมาตรฐานการจัดป่าอย่างยั่งยืนหรือ FSC อย่างรอบคอบและตอบสนองมาตรฐานเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์ที่เข้มงวด ซึ่งการผสมผสานต้องการให้สถานประกอบการเข้าร่วมระบบคุณค่าโลก ซึ่งต้องการความโปร่งใสและความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม
“ พวกเราอยากให้ Make in Vietnam ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งกำเนิดสินค้าเท่านั้น หากยังเป็นมาตรฐานสากลและความไว้วางใจในระยะยาว พวกเรามีความประสงค์ที่จะสร้างอัตลักษณ์เฉพาะเพื่อเมื่อกล่าวถึงผลิตภัณฑ์ Make in Vietnam หุ้นส่วนต่างชาติสามารถเชื่อมั่นได้ พวกเราเชื่อว่า สถานประกอบการเวียดนามสามารถเจาะตลาดโลกด้วยคุณภาพ ความเชื่อมั่นและแนวคิดอย่างยั่งยืน”
เรื่องราวเกี่ยวกับความสำเร็จของบริษัท Fomex Global เป็นการแสดงให้เห็นว่า สถานประกอบการเวียดนามกำลังผสมผสานด้วยพลังภายใน ความตั้งใจยืนยันคุณค่าของเวียดนามในแผนที่เศรษฐกิจโลก
การเปลี่ยนแปลงในวิธีการมองออกไปสู่โลก
ตั้งแต่ เทคโนโลยีบนรถโดยสารประจำทางในเมือง ไปจนถึงพัสดุสินค้าที่ส่งข้ามมหาสมุทรของ Fomex Global การผสมผสานเข้ากับกระแสโลกได้กลายเป็นจังหวะชีวิตอันเร่งรีบในระบบเศรษฐกิจ แต่เพื่อปลุกพลังอันเข้มแข็งนี้ได้ จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในความคิดของคนทั้งชาติ ซึ่งผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุเวียดนามได้สัมภาษณ์ศาสตราจารย์ หวูมิงห์ยาง เพื่อทำความเข้าใจประเด็นนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยศ. หวูมิงห์ยาง ได้เผยว่า ในสภาวการณ์แห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่และการผสมผสานเข้ากับกระแสโลก เวียดนามมีความได้เปรียบในหลายด้านเพื่อก้าวรุดหน้าไป โดยได้รับคำชื่นชมจากนานาประเทศเกี่ยวกับแนวทางที่อิสระ พึ่งตนเองและไม่ขึ้นอยู่กับประเทศมหาอำนาจแต่ก็ไม่ปิดประเทศจนแยกตัวออกจากโลก เวียดนามมีวิธีการรับมือที่ยืดหยุ่นเป็นอย่างมาก คือรู้จักใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เอื้ออำนวยให้เกิดผลสูงสุด พร้อมกันนั้นก็ส่งเสริมจุดแข็งของตนเองให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด หลักการในการเปลี่ยนทุกสิ่งที่มีให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันกำลังเป็นแนวทางที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งสำหรับเวียดนาม
ศาสตราจารย์ หวูมิงห์ยาง |
“ผมขอยกตัวอย่างว่า เวียดนามไม่ใช่ประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติแต่เรามีทำเลทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดีมาก ข้อได้เปรียบที่สองที่ถือเป็นประเด็นที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดคือ คนเวียดนามมีความอดทนเข้มแข็ง มีความมุ่งมั่นตั้งใจสูงและสามารถปรับตัวได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งลักษณะนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาของโลกและกระแสวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน เรามีความเชื่อมั่นว่า ด้วยมุมมองนี้ ในอนาคตอันใกล้ เวียดนามจะมีสถานะที่พิเศษอย่างยิ่งบนเวทีโลก”
สำหรับความหวังต่ออนาคตของประเทศในยุคใหม่ ศ. หวูมิงห์ยาง แสดงความคิดเห็นว่า
“ความคาดหวังของพวกเราในวันนี้ชัดเจนอยู่ที่คำว่า “อยู่เคียงข้างกับประเทศที่เข้มแข็ง” ความคาดหวังนี้ฝังอยู่ในจิตสำนึกของชาวเวียดนามทุกคน ตั้งแต่ประชาชนธรรมดาไปจนถึงผู้ที่มีตำแหน่งสูงๆ ซึ่งต่างมุ่งหวังไปสู่การผสมผสานเข้ากับกระแสโลกอย่างรอบด้านและมีสถานะในประชาคมระหว่างประเทศมากขึ้น น่าจะเป็นสิ่งที่เรามักจะเรียกกันว่า “อนาคตของประเทศเราได้มาถึงแล้ว” ผมเชื่อว่า ในปีมะเมียนี้ เวียดนามจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดด้วยอัตราที่รวดเร็วเป็นพิเศษเหมือนการวิ่งของม้า แม้ความท้าทายจะมีไม่น้อย แต่ชาวเวียดนามก็มีจุดเด่นประการหนึ่งคือ เมื่อเผชิญกับความท้าทายก็สามารถก้าวข้ามไปได้อย่างน่าทึ่งและพัฒนาอย่างเข้มแข็ง ดูเหมือนว่า หลังการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคสมัยที่ 14 เรากำลังยืนอยู่บนเส้นทางแห่งการพัฒนานั้น”
จาก “การรับ” ไปสู่ “การสร้างสรรค์”: สถานะใหม่ จุดยืนและทัศนคติใหม่
ในกระบวนการผสมผสานเข้ากับกระแสโลก เวียดนามไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความคาดหวังเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศเท่านั้น หากยังนำมาซึ่งการปฏิบัติเพื่อมนุษยชาติอีกด้วย เพราะการผสมผสานกับโลกอย่างแท้จริงยังหมายถึงการร่วมกันแบกรับความกังวลของโลกด้วย
การแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนหลังเสร็จสิ้นการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคสมัยที่ 14 ไม่เพียงแต่เป็นการปิดการประชุมสมัชชาใหญ่ที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น หากยังเป็นโอกาสส่งสารต่อประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับแนวทางการทูตของเวียดนามในศักราชใหม่อีกด้วย โดยในการนี้ เลขาธิการใหญ่พรรค โตเลิม ได้ยืนยันจุดยืนของเวียดนาม ของประเทศผู้สร้างสรรค์ พร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาระดับโลก
การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสมัยที่ 14 (VNA) |
ในสภาวการณ์ที่โลกกำลังมีความไร้เสถียรภาพเนื่องจากการปะทะ ภัยธรรมชาติและโรคระบาด คำยืนยันของเลขาธิการใหญ่พรรค โตเลิม ที่ว่า “ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ว่าจะเข้มแข็งเพียงใด สามารถแก้ไขปัญหาใหญ่ ๆ ได้ด้วยตนเอง” เปรียบเสมือนคำประกาศที่ชัดเจนว่า เวียดนามจะไม่ยืนอยู่นอกกรอบเพื่อเฝ้าดูปัญหาระดับโลกอีกต่อไป แต่เวียดนามจะเข้าร่วมในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยความน่าเชื่อถือที่ได้สั่งสมมาจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงใหม่ประเทศในตลอด 40 ปีที่ผ่านมา
“แนวทางของเวียดนามคือนับวันจะผสมผสานเข้ากับกระแสการเมืองและกระแสเศรษฐกิจโลก รวมทั้งระบบอารยธรรมของมนุษยชาติมากขึ้น เวียดนามเป็นสมาชิกที่มีความรับผิดชอบของสหประชาชาติ เราเห็นว่า ทุกประเทศ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ต่างก็ต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันต่อปัญหาระดับโลกและปัญหาข้ามพรมแดน เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ โรคระบาด ความมั่นคงแบบใหม่ ความมั่นคงด้านอาหาร ความมั่นคงทางไซเบอร์ สงครามและการปะทะ จะไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถแก้ไขปัญหาระดับโลกได้โดยลำพัง หากจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศและพันธมิตรระหว่างประเทศ”
เลขาธิการใหญ่พรรค โตเลิม ในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนระหว่างประเทศเกี่ยวกับผลการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคสมัยที่ 14 (VGP) |
หลังการเปลี่ยนแปลงใหม่ประเทศมาเป็นเวลา 40 ปี เวียดนามได้รับความไว้วางใจและมีความรับผิดชอบสูงเพื่อเข้าร่วมแก้ไขปัญหาระดับภูมิภาคและโลก สำหรับความมั่นคงระหว่างประเทศ เวียดนามยังคงเข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์สันติภาพ ภารกิจรักษาสันติภาพ กิจกรรมด้านมนุษยธรรม การแก้ปัญหาภัยธรรมชาติ วิกฤตมนุษยธรรม และแม้กระทั่งมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สันติภาพอย่างเข้มแข็ง
อย่างในด้านการพัฒนา เวียดนามพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับผลสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงใหม่ประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมแก้ไขความอดอยากยากจนทั่วโลก พร้อมทั้งปฏิบัติคำมั่นเกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับเปลี่ยนแห่งสีเขียวและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลต่อไป
การผสมผสานเข้ากับกระแสโลกในวันนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องการทูตเท่านั้น หากยังเป็นเรื่องของความภาคภูมิใจของประชาชาติอีกด้วย เวียดนามพร้อมที่จะ “ก้าวไปสู่ยุคแห่งการผงาด” ผ่านการผสมผสานเข้ากับกระแสของมนุษยชาติพร้อมกับอัตลักษณ์ของตนเอง
เลขาธิการใหญ่พรรค โตเลิม กล่าวปราศรัยในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนระหว่างประเทศ (VGP) |
เมื่อเลขาธิการใหญ่พรรค โตเลิม ยืนยันว่า เวียดนามจะไม่ยืนอยู่นอกวงเพื่อเฝ้าดูอีกต่อไป นั่นก็เป็นช่วงเวลาที่เวียดนามได้เปลี่ยนจากสถานะ ‘ผู้รับ’ ไปสู่ ‘ผู้มีส่วนร่วม” อย่างแท้จริง มี 180 ประเทศได้โหวตให้เวียดนามดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติวาระปี 2026–2028 และการที่เวียดนามได้รับคำชื่นชมจากประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับความสำเร็จอันโดดเด่นในการปรับเปลี่ยนก็ถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดช่วยยืนยันสถานะของเวียดนามที่เป็นหุ้นส่วนที่น่าไว้วางใจ ที่กำลังร่วมมือแบกรับภารกิจร่วมกันของมนุษยชาติ
“เวียดนามไม่เพียงมีศักยภาพและสิทธิอำนาจในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางไซเบอร์และมีส่วนร่วมต่อการรับมือด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ในระดับโลกเท่านั้น หากยังเป็นประเทศที่ได้รับความเคารพนับถือและกำลังมีบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย”
“เวียดนามกำลังเดินหน้าผลักดันแผนปฏิบัติการในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความท้าทายต่างๆ ในปัจจุบัน ด้วยการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI ที่เติบโตอย่างน่าประทับใจในภาคพลังงาน เวียดนามจึงกลายเป็นตัวอย่างที่ทรงพลังสำหรับหลายประเทศ ในการเดินหน้าสู่การปรับเปลี่ยนแห่งสีเขียวและการปรับเปลี่ยนด้านพลังงานที่เป็นธรรมเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”
ปีใหม่ การเริ่มต้นใหม่ เวียดนามผสมผสานเข้ากับกระแสโลกต่อไปด้วยทัศนะคติใหม่ คือทัศนะคติของประชาชาติที่ใฝ่สันติภาพและมีความปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมมากขึ้นในการแก้ไขความท้าทายระดับโลกต่างๆ.