(VOVWORLD) - “ดิฉันเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า เวียดนามในที่สุดจะบรรลุเป้าหมายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความมั่นคง มีความมั่งคั่ง โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และนวัตกรรม เป็นตัวที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิด ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดค่ะ” นี่คือคำยืนยันของนางสาว อุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย ในการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวของสถานีวิทยุเวียดนามเนื่องในโอกาสฉลองตรุษเต๊ตปีมะเมีย 2026 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเวียดนามและไทย
ในการประเมินเกี่ยวกับความสำเร็จของการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสมัยที่ 14 นางสาว อุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอยเห็นว่า นี่เป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์ที่มีความหมายทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และในการวางแผนนโยบายและแนวทางการพัฒนาในระยะยาวของเวียดนาม โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2045 ตามความเห็นของท่านเอกอัครราชทูต การกำหนดเป้าหมายปี 2030 และปี 2045 นั้น “ทำให้วิสัยทัศน์ชัดเจนมากขึ้น และจะสามารถทำให้ทุกคนมองเห็นภาพเดียวกัน และขับเคลื่อนประเทศเวียดนาม ไปพร้อมๆ กัน”
“การประชุมสมัชชาพรรคครั้งนี้มีความสำคัญที่สุดในด้านยุทธศาสตร์และการวางนโยบายของประเทศเวียดนาม รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายหลักของประเทศเวียดนามในระยะยาวค่ะ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ทางท่านผู้บริหารของเวียดนามได้ร่วมกับประชาชนมองไว้ ว่าในที่สุดแล้ว เวียดนามจะกลายเป็น ประเทศที่พัฒนาแล้ว ในปี ค.ศ. 2045 ค่ะ ซึ่งการวางแผนระยะยาวนี้ก็ยิ่งทำให้มีความชัดเจน และจะสามารถทำให้ทุกคนมองเห็นภาพเดียวกัน และขับเคลื่อนประเทศเวียดนามไปพร้อมๆ กันค่ะ และที่ดิฉันคิดว่าโดดเด่นนะคะ คือการวางยุทธศาสตร์สถานะของประเทศเวียดนามในโลกค่ะ ว่าเวียดนามในที่สุดแล้วจะกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความมั่นคง มีความมั่งคั่ง และก็ใช้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นตัวที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดความเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดค่ะ”
ท่านเอกอัครราชทูตชื่นชมอย่างยิ่งต่อแนวทางการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืนบนพื้นฐานแห่งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและนวัตกรรม พร้อมทั้งท่านผู้นำย้ำว่า ปัจจัยสำคัญคือประชาชน “สิ่งที่ทางพรรคและทางผู้บริหารทุกคนคำนึงถึงก็คือ ความสุขของประชาชน เพราะว่า ในการวางแผนครั้งนี้ก็ได้มองด้วยว่า ประชาชนชาวเวียดนามทุกคนจะต้องอยู่อย่างมีความสุขด้วย”
การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสมัยที่ 14 ถือเป็นนิมิตหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาและนโยบายต่างประเทศของเวียดนาม
สำหรับแนวทางการต่างประเทศ ท่านเอกอัครราชทูตแสดงความเห็นว่า การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคสมัยที่ 14 ยังคงยึดมั่นนโยบายต่างประเทศที่มีความสัมพันธ์หลายรูปแบบหลายฝ่ายอย่างสมดุล โดยบูรณาการอย่างใกล้ชิดระหว่างความมั่นคงภายใน ความมั่นคงระหว่างประเทศและการดำเนินความร่วมมือกับต่างประเทศ พร้อมทั้งชื่นชมบทบาทเชิงสร้างสรรค์ และเสมอต้นเสมอปลายของเวียดนามในการส่งเสริมระบบพหุภาคี การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ
“เรากำลังอยู่ในยุคที่มีความท้าทายในบรรยากาศระหว่างประเทศ ซึ่งเวียดนามก็ได้ดำเนินนโยบายทางการทูตมาได้อย่างน่าชื่นชมคือเวียดนามเป็นมิตรกับทุกประเทศ มีบทบาทที่สร้างสรรค์ในอาเซียนขณะเดียวกันก็เป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาหลักการของการอยู่ร่วมกันใน ประชาคมระหว่างประเทศ เคารพหลักของกฎหมายระหว่างประเทศ แล้วก็ยึดหลักของสหประชาชาติ ซึ่งทำให้มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความมั่นคงระหว่างประเทศ เสถียรภาพระหว่างประเทศ และกฎหมายระหว่างประเทศด้วย”
โดยเฉพาะท่านเอกอัครราชทูตได้ชื่นชมเป็นอย่างสูงต่อบทบาทของเวียดนามในการจัดการประชุมลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งเป็นก้าวเดินสำคัญในการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมือภัยคุกคามข้ามชาติ ด้านนี้ เช่น สแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นอัตรายต่อประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศ
นางสาว อุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวของสถานีวิทยุเวียดนาม |
50 ปีแห่งความสัมพันธ์เวียดนาม-ไทย: จากประเทศเพื่อนบ้านสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม
ปี 2026 ครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเวียดนามและไทย ท่านเอกอัครราชทูต อุรวดี ศรีภิรมย์ กล่าวว่า “ดิฉันก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นทูตที่โชคดีเป็นอย่างมากที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปีที่ไทยกับเวียดนามฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 50 ปี ซึ่งเป็นหมุดหมายที่สำคัญมากในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของไทยและเวียดนาม” ภายหลังครึ่งศตวรรษ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกำลัง “อยู่ในระดับสูงสุด เราไม่ได้เป็นแค่เพื่อนบ้าน แต่เราเหมือนเป็นญาติกัน” โดยเฉพาะหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมเมื่อปี 2025 ในด้านเศรษฐกิจ ปีที่ผ่านมามูลค่าการค้าของเราสูงเกินกว่า 2 หมื่น 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะมีความยุ่งยากทางเศรษฐกิจโลกก็ตาม ปัจจุบัน ไทยเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่อันดับต้นๆในเวียดนาม โดยบริษัทใหญ่ๆของไทยไม่เพียงแต่ลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ หากยังเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมอย่างมีความรับผิดชอบในเวียดนามอีกด้วย เริ่มจากท่านอดีตประธานโฮจิมินห์ ที่เคยพำนักอยู่ในประเทศไทย เป็นที่รักและเคารพของคนไทยอย่างยิ่ง ตามความเห็นของท่านเอกอัครราชทูต รากฐานที่มั่นคงที่สุดของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศคือภาคประชาชน ปัจจุบัน มีชาวไทยเชื้อสายเวียดนามอยู่อาศัยในประเทศไทยมากกว่า 100,000 คน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ และจังหวัดอุดรธานีก็เป็นที่ตั้งของ “เมืองเวียดนาม” ตลอดจนอนุสรณ์สถานของท่านอดีตประธานโฮจิมินห์ 3 แห่งในประเทศไทย ก็เป็นสถานที่สำคัญที่ ชาวไทยและชาวเวียดนามไปเยี่ยมเยือนตลอดเวลา
“50 ปีที่ผ่านมา เราผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน ก้าวข้ามสิ่งท้าทายต่างๆ มาด้วยกัน จนขณะนี้เรามีความสัมพันธ์ขึ้นสู่ระดับสูงสุด คือการเป็น หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่รอบด้าน ซึ่งความร่วมมือนี้ไม่ได้มาง่ายๆ เราได้เพิ่มพูนการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในทุกมิติ ทั้งการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และประชาชนค่ะ แต่สิ่งที่ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งใจที่สุดในรอบ 50 ปี คือ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ดิฉันดีใจมากที่มีชาวไทยเชื้อสายเวียดนามมีบทบาทในการทำให้ประชาชนทั้งสองประเทศใกล้ชิดกัน รู้จักกัน นั่นเป็นเหตุที่ทำให้ไทยกับเวียดนามรู้สึกคุ้นเคยกันมา ที่เป็นเหตุที่ทำให้มีคนไทยจำนวนมากนิยมมาท่องเที่ยวเวียดนามเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี สำหรับชาวเวียดนามก็เช่นกันที่ไปเที่ยวประเทศไทย ดิฉันชื่นชมบทบาทของสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม และเวียดนาม-ไทย ที่มีส่วนสำคัญในการกระชับสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองฝ่าย”
นางสาว อุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย |
ในสภาวการณ์ที่อาเซียนกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ของการพัฒนาโดยมีประเทศสมาชิก 11 ประเทศ ท่านเอกอัครราชทูตกล่าวว่า เวียดนามและไทยมีความคล้ายคลึงกันหลายประเด็นในวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนา โดยเฉพาะ การเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ท่านเอกอัครราชทูตชื่นชมเวียดนามในฐานะประเทศสมาชิกที่กระตือรือร้น ซึ่งประสบความสำเร็จในการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนมาแล้ว 3 รอบ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ริเริ่มเวทีอาเซียนฟิวเจอร์ฟอรั่ม ซึ่งสำหรับข้อคิดริเริ่มนี้ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างพื้นที่สำหรับการปรึกหารือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในปีหน้า เวียดนามจะเป็นประธานเอเปค เป็นโอกาสสำคัญที่เวียดนามจะมีส่วนกำหนดทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับโลกอีกด้วย
“ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนและท้าทายการมีวิสัยทัศน์เดียวกัน มีจุดหมายเดียวกัน และเป็นประชาคมเดียวกันของอาเซียน ทั้งไทยและเวียดนามสามารถมีบทบาทร่วมกันได้ ในการขับเคลื่อนให้สมาชิกที่เหลือของอาเซียนพยายามเดินไปในทิศทางเดียวกัน มีความเป็นเอกภาพในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค เพื่อมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ในการปรับปรุงเศรษฐกิจให้เข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ให้มีการรับมือที่ดีทั้งในด้านการรับมือและการป้องกันภัยคุกคามต่าง ๆ รวมทั้งอาชญากรรมข้ามชาติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศค่ะ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตของประชาชน”
เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ความสำเร็จของ การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสมัยที่ 14 และฉลองเทศกาลตรุษเต๊ตปี 2026 นางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอยได้แสดงความยินดีถึงผู้นำและประชาชนชาวเวียดนาม พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นว่า เวียดนามจะบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์และก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความเจริญรุ่งเรืองและมีความสุขภายในปี 2045.