คำถามใหญ่เกี่ยวกับการปะทะในภูมิภาคตะวันออกกลาง
Quang Dung- VOV5 -  
(VOVWORLD) -ภายหลังเกือบ 1 สัปดาห์ที่เกิดการปะทะระหว่างสหรัฐ อิสราเอลกับอิหร่าน มีหลายคำถามใหญ่เกี่ยวกับเป้าหมายของทางการสหรัฐ ผลกระทบของการปะทะต่อโลกและกลไกพหุภาคีของโลกจะมีบทบาทอย่างไรต่อสันติภาพโลก
สถานที่เกิดเหตุโจมตีของอิหร่านใส่อิสราเอลในเมือง Beit Shemesh เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ปี 2026 หลังการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอล (Photo: REUTERS) |
นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ สหรัฐ อิสราเอลและอิหร่านได้โจมตีตอบโต้กันใส่เป้าหมายต่าง ๆ นับพันแห่ง สิ่งที่น่ากังวลก็คือ การปะทะได้ลุกลามไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางและนอกภูมิภาค โดยเฉพาะหลังจากที่เรือดำน้ำของสหรัฐจมเรือรบของอิหร่านในน่านน้ำสากลนอกชายฝั่งศรีลังกาในเอเชียใต้
คำถามต่อสหรัฐ
ภายหลังเกือบ 1 สัปดาห์ที่เกิดการปะทะ คำถามใหญ่ของบรรดาผู้สังเกตการณ์ก็คือเหตุผลใดที่ผลักดันให้ทางการของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ มีปฏิบัติการทางทหารที่อันตรายในอิหร่าน ซึ่งเป็นปัญหาที่ประธานาธิบดีสหรัฐหลายรุ่นมีความระมัดระวังและเป็นความสงสัยต่อการตัดสินใจของสหรัฐมาจากเหตุผลการโจมตีอิหร่านที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของผู้นำสหรัฐ โดยในช่วงแรก ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า วัตถุประสงค์ของการโจมตีก็เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง ทำลายภัยคุกคามจากความสามารถด้านขีปนาวุธนำวิถีของอิหร่านต่อผลประโยชน์ของสหรัฐและพันธมิตรในภูมิภาค แต่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ มาร์โค รูบิโอ กลับประกาศว่าการที่สหรัฐโจมตีอิหร่านเนื่องจากทราบว่า อิสราเอลจะทำการโจมตีอิหร่าน ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามสหรัฐ ปีเตอร์ เฮกเซท ประกาศว่าปฏิบัติการทางทหารมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของอิหร่านและล่าสุดนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวเมื่อวันที่ 5 มีนาคมว่าสหรัฐจะต้องมีส่วนร่วมในการเลือกผู้นำคนใหม่ของอิหร่านเหมือนที่สหรัฐทำกับเวเนซูเอลาซึ่งทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้น นาย Ali Vaez ผู้อำนวยการโครงการอิหร่านขององค์กรอินเตอร์เนชันแนลไครซิสกรุ๊ปหรือ ICG เห็นว่า การประกาศในช่วงแรกของสหรัฐเกี่ยวกับการโจมตีอิหร่านก็เพื่อขัดขวางโครงการพัฒนาอาวุธได้ถูกแทนที่ด้วยเหตุผลเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่านหรือการเปลี่ยนตัวผู้นำอิหร่าน การที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงการเลือกผู้นำคนใหม่ของอิหร่านได้แสดงให้เห็นว่า สหรัฐรอคอยผลงานเหมือนที่เคยปฏิบัติกับเวเนซุเอลา แต่อย่างไรก็ดี นาย Ali Vaez เห็นว่า นี่เป็นความคาดหวังที่ไกลเอื้อมในสภาวการณ์ที่การปะทะกำลังดุดเดือดและผู้นำอิหร่านตระหนักได้ดีต่อความท้าทายในระยะยาวหลังจากที่สหรัฐและอิสราเอลสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลยิงสกัดขีปนาวุธของอิหร่านเมื่อวันที่ 1 มีนาคม (Photo: REUTERS) |
คำถามเกี่ยวกับกฎหมายสากล
ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ในโลกนับตั้งแต่ต้นปีนี้ในเวเนซูเอลาและอิหร่านได้ตั้งคำถามว่า กฎหมายระหว่างประเทศและกลไกพหุภาคีมีบทบาทเป็นอย่างไรเพื่อค้ำประกันสันติภาพและเสถียรภาพในโลก
นาย Mark Carney นายกรัฐมนตรีแคนาดาเห็นว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอิหร่านเป็นความล้มเหลวของระเบียบโลก ในขณะที่หลายประเทศยุโรปมีท่าทีที่ระมัดระวัง รวมทั้งคัดค้านปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐและอิสราเอล อังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสหรัฐได้ปฏิเสธไม่ให้กองทัพสหรัฐใช้ฐานทัพของอังกฤษเพื่อโจมตีอิหร่าน นาย Patrick Bury ศาสตราจารย์ด้านความมั่นคงของมหาวิทยาลัย Bath ของอังกฤษเห็นว่า นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคียร์ สตาร์เมอร์ วิตกกังวลต่อความชอบธรรมของการโจมตีอิหร่านจึงยอมรับความเสี่ยงที่จะลดระดับความสัมพันธ์กับสหรัฐแทนการเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารดังกล่าว ส่วนนาย Marko Milanovic ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัย Reading ของอังกฤษได้ให้ข้อสังเกตว่า
“เหตุผลเดียวที่สหรัฐและอิสราเอลอาจแก้ต่างให้แก่การโจมตีอิหร่านคือสิทธิในการป้องกันตัวเอง แต่ตามมาตราที่ 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ การป้องกันตัวเองจะมีขึ้นถ้าหากอิหร่านทำการโจมตีทางทหารใส่อิสราเอลหรือสหรัฐหรือมีแผนการโจมตี แม้นี่เป็นสิ่งที่สร้างความถกเถียง แต่ยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่า อิหร่านจะโจมตีสหรัฐและอิสราเอลด้วยอาวุธนิวเคลียร์หรืออาวุธชนิดอื่นๆ”
อีกหนึ่งคำถามต่อไปคือสิ่งใดที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคและโลกในอีกหลายวันข้างหน้า ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่การปะทะจะยืดเยื้อและลุกลามเนื่องจากผลกระทบของการปะทะได้ขยายไปยัง 15 ประเทศ รวมทั้งจุดร้อนเก่าในประเทศเลบานอนที่กองทัพอิสราเอลได้เปิดการโจมตีทางบก ส่วนสถานการณ์ในเอเชียใต้และเอเชียกลางเริ่มตึงเครียดหลังจากเรือดำน้ำสหรัฐจมเรือรบอิหร่านเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ในน่านน้ำสากลนอกชายฝั่งศรีลังกาและโดรนพลีชีพ 2 เครื่องโจมตีประเทศอาเซอร์ไบจาน ส่วนการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันกว่าร้อยละ 20 ของโลกได้ทำให้ราคาน้ำมัน อาหารและวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น ถ้าหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยืดเยื้อนานก็จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศ นาย Naveen Das ผู้เชี่ยวชาญของ Kpler ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานให้ข้อสังเกตว่า
“ถ้าหากการปะทะยังคงดำเนินต่อไปในอีกหลายสัปดาห์ข้างหน้า ก็จะสร้างความเสี่ยงที่อันตรายต่อแหล่งสำรองอาหารในตะวันออกกลาง การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานส่งผลกระทบต่อทุกด้านของชีวิต”
นาง Marion Messmer ผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงระหว่างประเทศของสถาบัน Chatham House ของอังกฤษเห็นว่า สิ่งที่อันตรายที่สุดหลังการปะทะคือการที่ประเทศต่างๆในโลกเห็นว่า การแก้ปัญหาด้วยการเจรจาอาจถูกแทนที่ด้วยการใช้กำลัง ซึ่งความเชื่อมั่นต่อความพยายามทางการทูตและเจตนารมณ์ของประเทศมหาอำนาจจะลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ.
Quang Dung- VOV5