(VOVWORLD) - เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ กองทัพสหรัฐและอิสราเอลได้เปิดการโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้กลับอย่างรุนแรงทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง สถานการณ์ที่อันตรายนี้ยังคงทำให้สันติภาพของภูมิภาคและโลกต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ต่อไป
การปะทะระหว่างสหรัฐ อิสราเอลกับอิหร่านเกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากการเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเกี่ยวกับปัญหานิวเคลียร์เมื่อวันที่ 26 ที่ผ่านมา ณ เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้สิ้นสุดลงโดยไร้ข้อสรุป นี่เป็นการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงครั้งที่ 2 ระหว่างทั้งสองฝ่ายภายในเวลาไม่ถึง 1 ปีหลังจากการปะทะเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว
การเล่นเกมของทุกฝ่าย
ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน Ali Khamenei พร้อมกับนายทหารระดับสูงหลายคนได้เสียชีวิตตั้งแต่การโจมตีระลอกแรกๆ กองทัพสหรัฐและอิสราเอล แต่กองทัพอิหร่านได้ทำการตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธจำนวนมากและใช้อากาศยานไร้คนขับหรือ UAV หลายร้อยลำโจมตีใส่เป้าหมายหลายแห่งในดินแดนอิสราเอล รวมถึงฐานทัพสหรัฐในหลายประเทศเช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ บาห์เรน ซาอุดิอาระเบียและคูเวต เป็นต้น ซึ่งนี่ทำให้การปะทะครั้งนี้มีความรุนแรงกว่าการปะทะเมื่อปีที่แล้วหลายเท่า
นายโจนาธาน พานิคอฟฟ์ ผู้อำนวยการโครงการความคิดริเริ่มความมั่นคงตะวันออกกลางแห่งสภาแอตแลนติกให้ข้อสังเกตว่า ความแตกต่างระหว่างการปะทะ 12 วันเมื่อปีที่แล้วกับการปะทะในปัจจุบันคือการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ของฝ่ายรัฐบาลสหรัฐและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งในการปะทะ 12 วันเมื่อปีที่แล้ว อิสราเอลเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนสหรัฐให้การสนับสนุนการปฏิบัติซึ่งได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายอิสราเอลไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จ แต่ในการรอบนี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศอย่างชัดเจนถึงเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน ตามความเห็นของนายโจนาธาน พานิคอฟฟ์ นี่เป็นการเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากไม่รู้ว่าสหรัฐจะสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ด้วยวิธีใด และถ้าหากการปะทะยืดเยื้อ ก็อาจเกิดปัจจัยที่ไม่เป็นผลดีมากขึ้น
“ในวันแรก ๆ ทุกคนอาจรู้สึกฮึกเหิม แต่เมื่อการปะทะยืดเยื้อและความสูญเสียนับวันเพิ่มมากขึ้น นายโดนัลด์ ทรัมป์ ก็จะยากที่จะได้รับการสนับสนุนต่อไป แม้กระทั่งจากสมาชิกรัฐสภาบางท่านของพรรครีพับลิกัน และจากกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระด้วย”
ส่วนนาง เบอร์กู ออซเซลิก ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือจากสถาบันรอยัล ยูไนเต็ด เซอร์วิสเซส หรือ อาร์ยูเอสไอ (Royal United Services Institute - RUSI) เห็นว่า การปะทะในปัจจุบันถือเป็นการเล่นเกมของทุกฝ่ายเพราะมีความเป็นไปได้น้อยมากที่การโจมตีทางอากาศตอบโต้กันไปมาระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านจะทำให้ทุกฝ่ายบรรลุผลตามที่คาดหวังได้
“นี่คือเกมใหญ่สำหรับทุกฝ่าย มีหลายปัจจัยที่ไม่สามารถคาดเดาได้ เช่นสำหรับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ถ้าหากเกิดความสูญเสียด้านชีวิตจำนวนมากก็จะถือเป็นความล้มเหลวทางการเมืองครั้งสำคัญและอาจทำให้เกิดกระแสต่อต้านจากชาวอเมริกัน ส่วนสำหรับอิสราเอลก็ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายที่อิหร่านสามารถสร้างต่ออิสราเอลได้ ส่วนอิหร่านเองก็ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะสร้างความเสียหายให้แก่อิสราเอลได้มากแค่ไหน”
ผลกระทบที่ลุกลาม
การปะทะระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านได้ทำให้สันติภาพในตะวันออกกลางเข้าสู่สถานการณ์ที่เปราะบางครั้งใหม่ในสภาวการณ์อิสราเอลยังคงเผชิญหน้ากับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซและกลุ่มฮิสบอลเลาะห์ในเลบานอนในตลอดเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ผู้สังเกตการหลายคนแสดงความคิดเห็นว่า ปัจจัยที่น่ากังวลมากที่สุดในขณะนี้คือ การปะทะระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายประเทศในภูมิภาคทันทีเพราะอิหร่านได้ทำการโจมตีตอบโต้ใส่ฐานทัพสหรัฐที่ตั้งอยู่ในประเทศเหล่านี้
นาย อาลี วาเอซ ผู้อำนวยการโครงการวิจัยอิหร่านของกลุ่มประเมินวิกฤตระหว่างประเทศหรือ ICG แสดงความคิดเห็นว่า มีผู้นำหลายประเทศและประชาชนในภูมิภาคนี้รู้สึกประหลาดใจกับการตอบโต้ที่รุนแรงของอิหร่านตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่มุ่งเป้าไปยังทรัพย์สินและผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาค การตอบโต้ดังกล่าวอาจลุกลามไปสู่เป้าหมายด้านพลังงานเชิงยุทธศาสตร์และก่อให้เกิดผลกระทบด้านพลังงานในระดับโลก แต่อย่างไรก็ตาม นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติได้เผยว่า อาจเกิดสิ่งที่เลวร้ายนั้นถ้าหากการปะทะลุลามเป็นวงกว้างและความพยายามทางการทูตทั้งหมดล้มเหลว
“ปฏิบัติการทางทหารกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในภูมิภาค ก่อให้เกิดสถานการณ์ที่เปราะบางอย่างยิ่งและยากที่จะคาดเดาได้ เพิ่มความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความผิดพลาด หลังการเจรจาทางการเมืองรอบต่าง ๆ การเตรียมการสำหรับการหารือเชิงเทคนิคที่เวียนนาได้เสร็จสิ้นลง ดังนั้น ผมรู้สึกเสียดายมากที่โอกาสแก้ปัญหาด้วยการทูตนี้ล้มเหลว”
ในระยะสั้น การปะทะระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ตลาดการเงินโลก ราคาทองคำ เงินดิจิทัล ตลาดหุ้นในเอเชีย-แปซิฟิกและสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในสหรัฐ ซึ่งบรรดานักลงทุนต่างหาทางหลีกเลี่ยงความเสี่ยง เช้าวันที่ 2 มีนาคม ราคาทองคำโลกได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมากเนื่องจากเหตุการปะทะทางทหาร การที่ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันที่ 1 มีนาคมว่าปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านจะดำเนินต่อไปได้สร้างความกังวลมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า เหตุการที่เลวร้ายนี้จะยังไม่สิ้นสุดในเร็ววัน ส่วนบรรดาผู้สังเกตการแสดงความคิดเห็นว่า ถ้าหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญต่อการค้าและพลังงานของโลก นอกจากส่งผลกระทบต่อสันติภาพในตะวันออกกลางแล้ว เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ของโลกก็ต้องเผชิญกับความท้าทายเพิ่มมากขึ้นด้วย.