อียูต้องเผชิญกับแรงกดดันจากวิกฤตต่างๆ
Quang Dung- VOV5 -  
(VOVWORLD) -ในขณะที่ยังไม่สามารถหาทางออกให้แก่วิกฤตในยูเครนและอยู่ในภาวะตึงเครียดกับประเทศพันธมิตรที่สำคัญที่สุดคือสหรัฐ สหภาพยุโรปหรืออียูยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้ายแรงเนื่องจากการปะทะในตะวันออกกลาง
ผู้นำของ 27 ประเทศสมาชิกอียูได้ประชุมในระหว่างวันที่ 19-20 มีนาคม ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยมีแผนการหารือเกี่ยวกับการเพิ่มทักษะความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มและการช่วยเหลือยูเครน แต่ความผันผวนต่างๆในโลกบังคับให้อียูต้องเปลี่ยนแปลงประเด็นที่ให้ความสนใจ
แรงกดดันจากตะวันออกลาง
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ในวันแรกของการประชุม ธนาคารกลางยุโรปหรือ ECB ได้ประกาศปรับลดพยากรณ์การขยายตัวและเพิ่มอัตราเงินเฟ้อในปี 2026 พร้อมทั้งออกคำเตือนเกี่ยวกับผลกระทบจากการเพิ่มราคาพลังงานเนื่องจากการปะทะในตะวันออกกลาง ซึ่ง ECB พยากรณ์ว่า อัตราการขยายตัวจีดีพีของเขตยูโรโซนในปีนี้ จะอยู่ที่ 0.9% ซึ่งต่ำกว่าการพยากรณ์เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วคือ 1.2% เพิ่มการพยากรณ์อัตราเงินเฟ้อในปี 2026 ขึ้นเป็น 2.6% ซึ่งสูงกว่าการพยากรณ์ก่อนหน้านั้นคือ 1.9% ซึ่งการปรับปรุงนี้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของการปะทะในตะวันออกกลางต่อตลาดสินค้า รายได้และความไว้วางใจของบรรดานักลงทุน ซึ่งในนั้น ยุโรปเป็นหนึ่งในเขตที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากเนื่องจากการพึ่งพาแหล่งก๊าซธรรมชาติเหลวที่นำเข้าจากประเทศต่างๆในอ่าวเปอร์เซีย ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวในยุโรปได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 ในวันที่ 19 มีนาคม และถ้าหากเพิ่มขึ้นต่อไป ยุโรปจะประสบอุปสรรคในการรับมือ
แม้มีความเป็นไปได้น้อยที่จะเกิดวิกฤตด้านพลังงานครั้งใหญ่เหมือนปี 2022 ที่ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 340 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่กว่า 70 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมงแต่ความผันผวนด้านพลังงานอาจทำให้อียูต้องได้รับผลเสียหายด้านเศรษฐกิจ นาย Marcel Fratzscher ประธานสถาบันวิจัยเศรษฐกิจเยอรมนีได้ประเมินว่า
“สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจเยอรมนีและยุโรป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าการปะทะในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อนานเท่าไหร่ แต่สิ่งที่สำคัญคือช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดอีกครั้งเมื่อไหร่ และสามารถใช้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้หรือไม่ ถ้าหากสิ่งนี้เกิดขึ้น ราคาอาจลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งยุโรปจะไม่ต้องเผชิญกับการที่ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแพงเหมือนในปัจจุบัน”
อย่างไรก็ตามสำหรับยุโรป ปัญหาการปะทะในตะวันออกกลางนั้นมิใช่แค่ผลกระทบทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากคำตำหนิและคำขู่ของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อหลายประเทศพันธมิตรในยุโรปที่ไม่สนับสนุนสหรัฐในการปะทะกับอิหร่านได้ทำให้ยุโรปต้องมีท่าทีที่ระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงไม่เข้าร่วมการปะทะแต่ขณะเดียวกันจะไม่ทำให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐเลวร้ายลงอีก ผู้เชี่ยวชาญ Fabian Zuleeg ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารศูนย์นโยบายยุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์ได้ให้ข้อสังเกตว่า
“ผมคิดว่า บรรดาผู้นำยุโรปต้องหารือเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเพื่อมีจุดยืนที่เหมะสมที่ได้รับความเห็นพ้องของประเทศสมาชิกส่วนใหญ่แทนนโยบายในระยะยาว ซึ่งพวกเราสามารถเห็นสิ่งนี้จากการที่ยุโรปตัดสินใจไม่สนับสนุนนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ในการปะทะในตะวันออกกลาง”
ความขัดแย้งเกี่ยวกับปัญหายูเครน
ความผันผวนในตะวันออกลางและแผนการด้านพลังงานได้ส่งผลกระทบต่อหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจของอียูในการประชุมนี้คือการอนุมัติการปล่อยเงินกู้ด้วยดอกเบี้ยพิเศษจำนวน 9 หมื่นล้านยูโรหรือคิดเป็นกว่า 1 แสน 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ยูเครน ซึ่งความขัดแย้งระหว่างยูเครนกับสองประเทศสมาชิกอียูคือ ฮังการีและสโลวาเกียที่เกี่ยวข้องถึงท่อส่งน้ำมันจากรัสเซียผ่านยูเครนไปยังประเทศเหล่านี้ ซึ่งทำให้ฮังการียืนหยัดคัดค้านการอมุมัติวงเงินกู้นี้แม้ถูกแรงกดดันจากกลุ่ม ก่อนหน้านั้น เมื่อเดือนธันวาคมปี 2025 ฮังการีเคยเห็นชอบให้อียูปล่อยเงินกู้ให้แก่ยูเครนด้วยเงื่อนไขคือ ฮังการี สโลวาเกียและสาธารณรัฐเช็ก ไม่ต้องสมทบเงิน แต่ความผันผวนล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ฮังการีกำลังเพิ่มเงื่อนไข ซึ่งสิ่งนี้ทำให้อียูประสบอุปสรรคในการธำรงความเห็นพ้องภายในกลุ่มเกี่ยวกับการช่วยเหลือยูเครน บรรดาผู้นำคณะกรรมาธิการยุโรปและประเทศสมาชิกอียูได้ตำหนิจุดยืนของฮังการีและเห็นว่า ความขัดแย้งภายในกลุ่มกำลังส่งผลกระทบต่อปฏิบัติการร่วมของกลุ่มในสภาวการณ์ที่อียูกำลังพยายามรับมือความผันผวนต่างๆในโลก
ความขัดแย้งภายในอียูเกี่ยวกับปัญหายูเครนไม่ใช่แค่เป็นการคัดค้านของฮังการีต่อวงเงินช่วยเหลือให้แก่ยูเครนเท่านั้น หากยังรวมถึงปัญหาการปะทะในตะวันออกกลางและความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตพลังงานใหม่ โดยเมื่อวันที่ 14 มีนาคม นายกรัฐมนตรีเบลเยียมเห็นว่า สหภาพยุโรปหรืออียูกำลังประสบความล้มเหลวและต้องยุติความขัดแย้งกับรัสเซียเนื่องจากผลประโยชน์ของยุโรป อียูต้องเสริมความแข็งแกร่งด้านอาวุธควบคู่กับการปรับความสัมพันธ์กับรัสเซียให้เป็นปกติเพื่อเข้าถึงแหล่งพลังงานที่มีราคาถูก อีกทั้งเห็นว่า บรรดาผู้นำยุโรปต่างสนับสนุนจุดยืนนี้แต่ไม่กล้ายอมรับ บรรดาผู้สังเกตการณ์เผยว่า จุดยืนของนายกรัฐมนตรีเบลเยียมถือเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่เพราะก่อนหน้านั้นอียูถือการคว่ำบาตรและเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อช่วยเหลือยูเครน .
Quang Dung- VOV5