เวียดนามและอินโดนีเซียกับโอกาสการลงทุนและความร่วมมือด้านสาธารณสุข

(VOVWORLD) - ในตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างเวียดนามกับอินโดนีเซียได้มีการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบัน อินโดนีเซียเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับที่ ของเวียดนาม ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับที่ ของอินโดนีเซียในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งนอกเหนือจากความร่วมมือต่าง ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ สินค้าอุปโภคบริโภค พลังงาน วัสดุก่อสร้าง และโลจิสติกแล้ว ความร่วมมือด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะเวชภัณฑ์ ยังคงเป็นอีกหนึ่งในด้านที่ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันพัฒนา
เวียดนามและอินโดนีเซียกับโอกาสการลงทุนและความร่วมมือด้านสาธารณสุข - ảnh 1บรรดาผู้แทนที่เข้าร่วมฟอรั่มสถานประกอบการด้านสาธารณสุขเวียดนาม-อินโดนีเซีย
 
 

อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก โดยมีทั้งประชากรผู้สูงอายุและประชากรวัยหนุ่มสาว หมายความว่า จำนวนผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนำมาซึ่งความต้องการด้านการดูแลสุขภาพที่สูงขึ้น โดยประเทศนี้ได้ใช้ระบบประกันสุขภาพอย่างถ้วนหน้า ดังนั้น จึงทำให้ความต้องการในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์อยู่ในระดับสูง ก่อนหน้านี้ อินโดนีเซียเคยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีระดับกลางและระดับต่ำ เช่น เตียงผู้ป่วย เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และเครื่องวัดความดันโลหิต แต่ปัจจุบัน อินโดนีเซียกำลังมุ่งสู่กลุ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีระดับกลางและระดับสูงมากขึ้น ซึ่งเปิดโอกาสความร่วมมือให้กับองค์กรธุรกิจเวียดนามและอินโดนีเซีย นาง Febie Yuriza Poetri รองประธานสมาคมผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์อินโดนีเซีย เผยว่า

พวกเรามีความมุ่งมั่นสู่เทคโนโลยีที่สูงขึ้น พร้อมต้องการส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานในอินโดนีเซียด้วยการเพิ่มสัดส่วนการผลิตภายในประเทศ พวกเราอยากนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ รวมถึงการประยุกต์ใช้อุปกรณ์สำหรับการติดตามสุขภาพแบบดิจิทัล เช่น อุปกรณ์การแพทย์ทางไกล ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากต่อพื้นที่ห่างไกลความเจริญในประเทศอินโดนีเซีย นี่คือแนวทางที่พวกเรากำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งอินโดนีเซียไม่สามารถเดินทางบนเส้นทางนั้นด้วยตัวคนเดียว แต่ต้องร่วมมือกับกลุ่มบริษัทเวียดนามหรือประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

เวียดนามและอินโดนีเซียกับโอกาสการลงทุนและความร่วมมือด้านสาธารณสุข - ảnh 2นาย Jenal Parris ผู้อำนวยการฝ่ายขายของเครือบริษัท FPT Vietnam ในตลาดอินโดนีเซีย

ตามรายงานสถิติของกระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์เวียดนามเมื่อปี 2024 มูลค่าการนำเข้าเวชภัณฑ์ของเวียดนามจากอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตัวเลขในช่วง  9 เดือนแรกของปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 12.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกเหนือจากเวชภัณฑ์ นาง Febie Yuriza Poetri ยังแสดงความเห็นว่า ยังมีแนวทางความร่วมมือต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น การร่วมทุนการผลิต ความร่วมมือด้านวัตถุดิบสำหรับภาคอุตสาหกรรมอุปกรณ์การแพทย์ รวมถึงการส่งเสริมศักยภาพและการฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญ

ปัจจุบัน ทั่วโลกกำลังอยู่ในสภาวการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงในเชิงลึก รวมถึงกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในภาคการผลิต การค้า และโลจิสติก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นโอกาสการลงทุนให้กับกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีในการขยายความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างเวียดนามกับอินโดนีเซีย นาย Jenal Parris ผู้อำนวยการฝ่ายขายของเครือบริษัท FPT Vietnam ในตลาดอินโดนีเซีย เผยว่า

ผมได้มีการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซีย และท่านได้แสดงความประสงค์ที่อยากจะมีระบบดิจิทัลในโรงพยาบาลทุกแห่งของอินโดนีเซีย ซึ่งสำหรับ FPT Vietnam นั้นถือเป็นเรื่องที่มีศักยภาพอย่างมาก เนื่องจากพวกเรามีความสามารถ โซลูชั่น และซอฟต์แวร์ในการสนับสนุนรัฐบาลอินโดนีเซียในการขยายระบบเครือข่ายโรงพยาบาลและการให้บริการด้านสาธารณสุข ซึ่งจะช่วยสร้างประโยชน์อย่างมากให้กับประชาชนชาวอินโดนีเซีย เมื่อพวกเขาสามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขที่ดีที่สุดได้จากทุกที่ สำหรับอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่และเกาะหลายแห่ง ดังนั้น เทคโนโลยีจึงช่วยพวกเขาได้จริง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาลสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุดด้วยเทคโนโลยีที่พวกเรามี

นอกจากนี้ เวียดนามและอินโดนีเซียยังมีจุดแข็งร่วมกันหลายข้อ เช่น การเป็นสมาชิกอาเซียน มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เชิงยุทธศาสตร์ ประชากรอยู่ในวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก และเศรษฐกิจที่มีพลวัตสูง ซึ่งข้อตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าของอาเซียนหรือ ATIGA พร้อมกรอบความตกลงการค้าเสรีสมัยใหม่ เช่น RCEP ได้สร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการค้า การลงทุน และการบริการ

เวียดนามและอินโดนีเซียกับโอกาสการลงทุนและความร่วมมือด้านสาธารณสุข - ảnh 3นาย เหงวียนฟุกนาม รองผู้อำนวยการกองการพัฒนาตลาดต่างประเทศ สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์เวียดนาม

อย่างไรก็ดี ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ผู้ประกอบการของทั้งสองฝ่ายยังไม่มีข้อมูลการตลาดที่ครบถ้วนและเพียงพอ โดยเฉพาะมาตรฐานทางเทคนิค ระเบียบด้านสาธารณสุข และสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน รวมถึงความเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ระหว่างทั้งสองประเทศยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ซึ่งเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุนและการค้าในสาขาต่าง ๆ รวมถึงด้านสาธารณสุข นาย เหงวียนฟุกนาม (Nguyễn Phúc Nam) รองผู้อำนวยการกองการพัฒนาตลาดต่างประเทศ สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์เวียดนาม ได้มีการเสนอข้อแนะนำเชิงนโยบายว่า

ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องส่งเสริมการเจรจาเชิงนโยบายพร้อมประสานงานร่วมเกี่ยวกับกฎระเบียบด้านมาตรฐานทางเทคนิค มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ระเบียบพิธีการนำเข้า–ส่งออก และพิธีการศุลกากร ให้มีความสอดคล้องกัน โดยหน่วยงานกำกับดูแลของทั้งสองประเทศควรผลักดันการลงนามข้อตกลงเกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานร่วมกัน เพื่อสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยให้กับความร่วมมือทางการค้า สองคือ ส่งเสริมให้วิสาหกิจของทั้งสองประเทศสร้างความเชื่อมโยงด้านการผลิต โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง เช่น การผลิตอุปกรณ์การแพทย์ เวชภัณฑ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พลังงานสีเขียว และการแปรรูปสินค้าการเกษตร สามคือ ส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างองค์กรธุรกิจในรูปแบบ B2B ผ่านงานแสดงสินค้าเฉพาะด้าน แพลตฟอร์มดิจิทัล และโครงการนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างพื้นที่ให้กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถเข้าถึงโอกาสความร่วมมือ สุดท้ายคือ เสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากร รวมถึงการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญและการถ่ายทอดเทคโนโลยี

ทั้งนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเวียดนามและอินโดนีเซีย กำลังผงาดขึ้นเพื่อกลายเป็นศูนย์กลางแห่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจระดับโลก พร้อมเป็นจุดนัดหมายด้านการลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรม การเสริมสร้างความร่วมมือเวียดนาม–อินโดนีเซียไม่เพียงแค่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีความหมายอย่างมากต่อการสนับสนุนบทบาทของอาเซียนในฐานะประชาคมเศรษฐกิจที่มีความคล่องตัว แข็งแกร่ง และมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คำติชม

ข่าวอื่นในหมวด