นโยบายภาษีของสหรัฐและสิ่งที่อาจเกิดขึ้นก่อนกำหนดเส้นตาย
Quang Dung- VOV5 -  
(VOVWORLD) -ในหลายวันที่ผ่านมา นาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้ส่งจดหมายประกาศอัตราภาษีต่างตอบแทนใหม่ถึงประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อหุ้นส่วนการค้าของสหรัฐที่ต้องแสวงหามาตรการเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเก็บภาษีในระดับสูงเมื่อส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐนับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม
นาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวปราศรัยเกี่ยวกับนโยบายด้านภาษี ณ ทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 2 เมษายนปี 2025 (Photo: REUTERS/Carlos Barria) |
ในระหว่างวันที่ 12-17 กรกฎาคม ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งจดหมายประกาศอัตราภาษีใหม่ถึงกว่า 30 ประเทศ รวมทั้ง สหภาพยุโรปหรืออียู ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี เม็กซิโกและแคนาดา พร้อมทั้งเผยว่า จะส่งจดหมายถึงอีกกว่า 150 ประเทศโดยเร็ว
ตัวเลือกสำหรับอียู
ตามจดหมายดังกล่าว สหรัฐจะเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 30 ต่ออียูและเม็กซิโก ร้อยละ 35 ต่อแคนาดานับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมถ้าหากประเทศต่างๆเหล่านี้ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าใหม่กับสหรัฐก่อนกำหนดเส้นตาย สำหรับญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นสองหุ้นส่วนการค้ารายใหญ่และเป็นพันธมิตรทางการเมืองชั้นนำของสหรัฐในเอเชีย จะถูกเก็บภาษีร้อยละ 25 ส่วนสำหรับอีกกว่า 150 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่คือประเทศเล็กๆ ในแอฟริกาและเขตแคริเบียนที่มีการแลกเปลี่ยนทางการค้าไม่มากกับสหรัฐ ทางการสหรัฐจะส่งจดหมายประกาศอัตราภาษีแทนการเจรจา
การปฏิบัติล่าสุดของทางการสหรัฐสร้างความท้าทายต่างๆต่อประเทศและองค์การต่างๆที่ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งทางการค้าในรอบด้านกับเศรษฐกิจรายใหญ่อันดับ 1 ในโลก ส่วนสำหรับอียู อัตราภาษีร้อยละ 30 นี้สูงกว่าอัตราภาษีที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาคือร้อยละ 20 ซึ่งนาย มารอส เซฟโควิก กรรมาธิการการค้าอียูได้เผยว่า อัตราภาษีนี้ก็หมายถึงการยุติการแลกเปลี่ยนทางการค้าระหว่างสหรัฐกับอียู โดยก่อนอื่น อียูยังคงให้ความสำคัญต่อการเจรจาในสภาวการณ์ที่ระงับการตอบโต้ภาษีต่อเหล็กและอลูมิเนียมของสหรัฐที่มีแผนการปฏิบัติในระหว่างวันที่ 14 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม แต่อย่างไรก็ดี ก็เหมือนกับช่วงเวลาที่สหรัฐเลื่อนการเก็บภาษีต่างตอบแทนออกไปเป็นเวลา 90 วัน ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดต่ออียูคือการเลือกวิธีการว่าจะใช้ความแข็งกร้าวหรือยืดหยุ่นในการเจรจากับสหรัฐ
นาย Jacob Funk Kirkegaard ผู้เชี่ยวชาญของสถาบันวิจัย Bruegel ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เผยว่า อียูต้องมีท่าทีที่เข้มแข็งมากขึ้น ส่วนนาย Cyrus de la Rubia หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารพาณิชย์ฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ได้ให้ข้อสังเกตว่า
“ ถ้าหากมองในด้านการค้า ผมสนับสนุนจุดยืนที่แข็งกร้าวเพราะตามการประเมินของผม สิ่งนี้ได้แสดงให้เห็นผ่านรูปแบบเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งสหรัฐอาจจะได้รับผลเสียหายมากกว่าอียูถ้าหากอียูใช้อัตราภาษีตอบโต้”
แต่อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญบางคนเห็นว่า การที่ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ เลื่อนการเก็บภาษีนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ตัวเขายังอยากบรรลุข้อตกลงกับอียู ส่วนนาย Carsten Brzeski หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร ING ของเนเธอร์แลนด์เห็นว่า อียูอาจเสนอให้เพิ่มการซื้อสินค้าจากสหรัฐ เช่น ถั่ว ก๊าซธรรมาชาติเหลว โดยเฉพาะอาวุธในสภาวการณ์ที่อียูกำลังเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม
ผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
ในการประกาศล่าสุดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อมั่นว่า สหรัฐอาจบรรลุข้อตกลงกับหุ้นส่วนเศรษฐกิจรายใหญ่ต่างๆ รวมทั้งอินเดีย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจรายใหญ่อันดับ 4 ของโลกและเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก แต่อย่างไรก็ดี ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในโลกอาจะทำให้การเจรจาเกี่ยวกับภาษีมีความซับซ้อนและยากที่จะคาดเดาได้ เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดเส้นตาย 50 วันต่อรัสเซียเพื่อยุติการปะทะระหว่างรัสเซียกับยูเครน พร้อมทั้ง ขู่ว่า จะเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรที่เข้มแข็งต่อรัสเซียและหุ้นส่วนเศรษฐกิจต่างๆของรัสเซียถ้าหากความพยายามยุติการปะทะในยูเครนประสบความล้มเหลว
บรรดาผู้สังเกตการณ์เห็นว่า จีนและอินเดียเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจรายใหญ่ของรัสเซีย ดังนั้น ถ้าหากคำขู่ของสหรัฐเกี่ยวกับการเก็บภาษี 100% ต่อ 2 ประเทศเหล่านี้ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจรัสเซียผ่านทางอ้อมได้รับการปฏิบัติ ผลการเจรจากับอินเดีย รวมทั้งข้อตกลงที่ได้บรรลุกับจีนอาจได้รับผลกระทบ ส่วนสำหรับบราซิล ซึ่งเป็นเศรษฐกิจรายใหญ่ในโลก การที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขูว่า การเก็บภาษีร้อยละ 50 มาจากปัญหาอื่นไม่ใช่ปัญหาด้านการค้า ซึ่งศาสตราจารย์ Alan Sykes จากโรงเรียนกฎหมายสังกัดมหาวิทยาลัย Stanford ของสหรัฐเผยว่า ในสภาวการณ์ปัจจุบัน ความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งทางการค้าโลกจะได้รับการแก้ไขก่อนวันที่ 1 สิงหาคมหรือไม่ยังคงเป็นคำถามใหญ่.
Quang Dung- VOV5