(VOVWORLD) - วันที่ 6 มกราคมปี 2026 กรมการเมืองพรรคได้ประกาศมติที่ 79 เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจภาครัฐ โดยยืนยันว่า สถานประกอบการภาครัฐเป็นกองกำลังสำคัญของเศรษฐกิจภาครัฐ มีบทบาทเป็นแกนหลัก เดินหน้าปฏิบัติในด้านหลักๆ เพื่อธำรงบทบาทการเดินหน้าพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ และเปิดเส้นทางใหม่ มติได้ย้ำเป็นพิเศษถึงความต้องการเปลี่ยนแปลงใหม่อย่างรวดเร็วของสถานประกอบการภาครัฐ โดยถือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเป็นพลังขับเคลื่อนหลักเพื่อยกระดับทักษะความสามารถการแข่งขันของประเทศ
สถานประกอบการภาครัฐเป็นกองกำลังสำคัญของเศรษฐกิจภาครัฐ
|
วิธีการเข้าถึงปัญหาต่างๆ ของมติ 79 นั้นมีการเปลี่ยนแปลงใหม่อย่างครอบคลุม โดยแนวคิดในการบริหารสถานประกอบการภาครัฐได้เปลี่ยนจากการมุ่งรักษาขนาดและปริมาณไปสู่การเพิ่มมูลค่าให้แก่ระบบเศรษฐกิจ
ตั้งใจแก้ไขอุปสรรคต่างๆ อย่างเด็ดขาด
ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงใหม่ประเทศเป็นเวลา 40 ปี สถานประกอบการภาครัฐได้ส่งเสริมบทบาทการเป็นเสาหลัก มีส่วนร่วมรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค ค้ำประกันความสมดุลใหญ่ๆ ของระบบเศรษฐกิจ ดร. เหงวียนดิ่งกุง ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและอดีตหัวหน้าสถาบันวิจยัยการบริหารเศรษฐกิจส่วนกลางหรือ CIEM กล่าวว่า
“สถานประกอบการภาครัฐได้ค้ำประกันความสมดุลใหญ่ๆ ของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านพลังงานและค้ำประกันความมั่นคงด้านพลังงาน โดยสถานประกอบการภาครัฐในด้านต่างๆ เช่น การเงิน ธนาคาร โทรคมนาคม เป็นต้น ต่างเป็นผู้นำหน้าในการพัฒนาอุตสาหกรรมหลักๆ ของระบบเศรษฐกิจ และแน่นอนว่าต้องปฏิบัติการปฎิรูปต่อไปเพื่อให้เศรษฐกิจภาครัฐมีส่วนร่วมและบทบาทมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ”
สำหรับความได้เปรียบของสถานประกอบการภาครัฐ ดร. เหงวียนดึ๊กเกียน อดีตรองหัวหน้าคณะกรรมาธิการเศรษฐศาสตร์แห่งสภาแห่งชาติยืนยันว่า การกำหนดบทบาทเป็นผู้แนะแนวของสถานประกอบการภาครัฐเพื่อสร้างห่วงโซ่มูลค่าให้แก่ระบบเศรษฐกิจมีความสำคัญเป็นอย่างมาก
“ยอดเงินลงทุนและสัดส่วนของสถานประกอบการภาครัฐในระบบภาษีอยู่ที่ร้อยละ 12.2 แต่เงินลงทุนของสถานประกอบการภาครัฐเพื่อพัฒนาการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 27.5 ดังนั้น ระดับการลงทุนต่อเงินทุนของสถานประกอบการภาครัฐจึงสูงกว่าภาคการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI และภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบของสถานประกอบการภาครัฐในการดำเนินตามยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ”
เนื้อหาที่สำคัญของมติที่ 79 คือ ยกเลิก “อุปสรรค” ที่มีอยู่ในตลอดหลายปีที่ผ่านมา นั้นคือการพึ่งพาและรอคอยกลไกการคุ้มครองของรัฐ ความซ้ำซ้อนระหว่างหน้าที่การบริหารจัดการของรัฐกับหน้าที่การถือกรรมสิทธิ์ รวมถึงการมีอำนาจหน้าที่แต่ไม่อยากรับผิดชอบ ซึ่งทำให้เกิดความกลัวว่าเมื่อทำพลาดจะถูกลงโทษทำให้เกิดการหลีกเลี่ยงไม่ทำหน้าที่ ส่วนมติฉบับนี้ได้ย้ำถึงความผูกพันระหว่างความรับผิดชอบของผู้นำสูงสุดกับผลการผลิตและประกอบการธุรกิจ โดยถือว่า เป็นกลไกสำคัญเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในการกำกับดูแลสถานประกอบการภาครัฐ
มติที่ 79 เปิดกรอบการดำเนินงานใหม่
นอกจากกำหนดอย่างเด็ดขาดเกี่ยวกับการยกเลิกอุปสรรคต่างๆ ที่มีอยู่ในตลอดหลายปีที่ผ่านมา มติที่ 79 ยังได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน คือ ถึงปี 2030 จะมีสถานประกอบการภาครัฐ50 แห่งติดอันดับ 500 สถานประกอบการขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีสถานประกอบการภาครัฐจำนวน 1–3 แห่งติดอันดับ 500 สถานประกอบการขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ควบคู่กันนั้น ก็จะสร้างสรรค์กลุ่มบริษัทและสถานประกอบการภาครัฐที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับภูมิภาคและโลก ทำหน้าที่เป็นผู้เดินหน้านำสถานประกอบการภายในประเทศเข้าร่วมห่วงโซ่การผลิตและห่วงโซ่อุปทานระดับโลกอย่างกว้างลึก โดยเฉพาะในภาคส่วนสำคัญและเชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจ
เมื่อระบบกลไกนโยบายต่างๆ มีความชัดเจนและสามารถยกเลิกอุปสรรคต่างๆ ในด้านความคิด สถานประกอบการภาครัฐต่างๆ จะสามารถยกระดับความสามารถในด้านธรรมาภิบาล กล้าลงทุนในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและสาขาอื่นๆ ที่ถือเป็นเชิงยุทธศาสตร์และยาวนาน นาย ฝ่ามต๊วนแอง สมาชิกคณะกรรมการบริหารของเครือบริษัท Petrovietnam ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานประกอบการภาครัฐที่พยายามให้มีรายชื่อติดท็อป 500 สถานประกอบการชั้นนำของโลกภายในปี 2030 ได้แสดงความเห็นว่า
“สถานประกอบการต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างรอบด้าน มีการปรับเปลี่ยนแห่งสีเขียว การพัฒนาอย่างยั่งยืนและต้องสอดแทรกมาตรฐานแห่งสีเขียวในการประเมินประสิทธิภาพของสถานประกอบการ สิ่งที่สำคัญคือ ต้องเปลี่ยนแปลงใหม่รูปแบบการประกอบธุรกิจและการลงทุนจากรูปแบบดั้งเดิมมาเป็นรูปแบบที่มีการพัฒนาด้านบริการ มูลค่าของระบบฐานข้อมูล เพิ่มสัดส่วนในการลงทุนและวิจัยพัฒนานวัติกรรม นอกจากนี้ ต้องพัฒนาให้สถานประกอบการภาครัฐไม่เพียงแต่เป็นสถานประกอบการที่ประกอบธุรกิจภายในประเทศเท่านั้น หากยังต้องเป็นผู้นำหน้าในการส่งออกการบริการด้านเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานและร่วมมือกับหุ้นส่วนนานาชาติในด้านเทคโนโลยีอีกด้วย”
มติที่ 79 ได้เปิดกรอบการดำเนินงานใหม่ให้แก่สถานประกอบการภาครัฐในระยะต่อไปแห่งการพัฒนา ซึ่งการคงอยู่และพัฒนาของสถานประกอบการภาครัฐไม่เพียงแต่ถูกชี้วัดโดยขอบเขตของทรัพย์สินหรือจำนวนสถานประกอบการเท่านั้น หากยังผ่านการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังให้แก่การขยายตัว ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนอีกด้วย ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงใหม่ได้กลายเป็นแนวทางเดียวให้สถานประกอบการภาครัฐสามารถธำรงบทบาทการเป็นแกนหลักในระบบเศรษฐกิจต่อไป.