การเจรจาระหว่างสหรัฐ รัสเซียกับยูเครน ความคาดหวังผ่านความคืบหน้าเล็กๆ

(VOVWORLD) -เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา การเจรจาระหว่างสหรัฐ รัสเซียกับยูเครนรอบที่ 2 ยังไม่สามารถบรรลุความคืบหน้าใดๆ ในการแก้ไขปัญหาการปะทะระหว่างรัสเซียกับยูเครน แต่ก็มีส่วนช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับรัสเซียในสภาวการณ์ที่กลไกการควบคุมอาวุธทางยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศมหาอำนาจด้านนิวเคลียร์หมดอายุลง

การเจรจาระหว่างสหรัฐ รัสเซียกับยูเครนรอบที่ 2 ถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4- 5 กุมภาพันธ์ ณ กรุงอาบูดาบี  ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเตส์หลังการเจรจารอบแรกที่ถูกจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 23-24 มกราคม ณ กรุงอาบูดาบี  ซึ่งการเจรจารอบที่ 2 นี้มีทูตพิเศษ สตีฟ วิทคอฟฟ์ และนาย จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาของสหรัฐ ส่วนหัวหน้าคณะเจรจาของรัสเซียคือพลเรือเอก อิกอร์ คอสติยูคอฟ หัวหน้าหน่วยข่าวกรองทางทหารของรัสเซียและหัวหน้าคณะเจรจาของยูเครนคือนาย รุสเต็ม อูเมรอฟ เลขาธิการสภาความมั่นคงและกลาโหมยูเครน

ความคืบหน้าเล็กๆ

ก่อนการเจรจาไตรภาคีรอบที่ 2 นี้ มีความคาดหวังว่า ฝ่ายต่างๆจะบรรลุผลงานที่สำคัญในการยุติการปะทะระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลาเกือบ 4 ปี เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่รัสเซียและยูเครนส่งคณะนักเจรจาเพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาทางทหาร ควบคู่กับการหารือเกี่ยวกับปัญหาทางการเมือง  ซึ่งฝ่ายต่างๆ หารือเกี่ยวกับแผนการตรวจสอบการยุติการปะทะในอนาคตและวิธีการปฏิบัติข้อตกลงหยุดยิง การจัดตั้งศูนย์ติดตามและประสานงานประเด็นการหยุดยิง และการคัดเลือกประเทศที่จะเป็นตัวแทนในศูนย์ดังกล่าว

แต่อย่างไรก็ตาม ภายหลัง 2 วันที่ทำการเจรจา  ฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงตามที่คาดการณ์ไว้ สำหรับปัญหาด้านการเมือง ยังคงมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความต้องการของแต่ละฝ่ายเกี่ยวกับปัญหาดินแดน อนาคตทางการเมืองและความมั่นคงของยูเครน ส่วนสำหรับปัญหาด้านการทหาร ยังไม่มีการประกาศใดๆ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการยุติการปะทะชั่วคราว แต่รัสเซีย สหรัฐและยูเครนได้เห็นพ้องที่จะแลกเปลี่ยนเชลยศึก 314 คน ซึ่งจะเป็นการแลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ฝ่ายต่างๆ ยังเห็นพ้องที่จะจัดการเจรจารอบที่ 3 โดยเร็วและมีความเป็นไปได้ที่การเจรจานี้จะถูกจัดขึ้นในอีก 1 -2 สัปดาห์ข้างหน้าที่ประเทศสหรัฐ     นาย มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ แม้แสดงความเชื่อมั่นต่อการที่ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจัดการเจรจารอบใหม่เพื่อมุ่งสู่การบรรลุข้อตกลง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ความขัดแย้งสำคัญระหว่างรัสเซียกับยูเครนยังไม่ได้รับการแก้ไข

 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ยอมรับว่า การเจรจาที่กรุงอาบูดาบีไม่ใช่เรื่องง่าย พร้อมทั้งย้ำว่า ยูเครนอยากบรรลุความคืบหน้าสำคัญเพื่อมุ่งสู่การยุติการปะทะ  ส่วนนาย คิริลล์ ดมิทรีฟ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีรัสเซียและผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของกองทุนการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) ได้ประเมินว่า การเจรจาต่างๆได้บรรลุความคืบหน้าและมีสัญญาณในเชิงบวก แต่ตำหนิปัจจัยที่ขัดขวางกระบวนการ รวมทั้งจุดยืนที่แข็งกร้าวของบรรดาประเทศในยุโรป

การเจรจาเพื่อลดความตึงเครียด

แม้ความพยายามต่างๆ เพื่อยุติการปะทะระหว่างรัสเซียกับยูเครนโดยเร็วนั้นยังไม่สามารถบรรลุก้าวกระโดด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับรัสเซียกลับมีสัญญาณในเชิงบวก ซึ่งการเข้าร่วมของนาย ดาเนียล พี. ดริสคอล รัฐมนตรีว่าการทบวงทหารบกสหรัฐและนาย  อเล็กซัส กรีนเควิช ผู้บัญชาการทหารสหรัฐในยุโรปได้มีส่วนช่วยส่งเสริมการหารือโดยตรงระหว่างเจ้าหน้าที่ทางทหารของสหรัฐกับรัสเซีย โดยเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ เพนตากอนได้ประกาศว่า สหรัฐและรัสเซียได้เห็นพ้องที่จะฟื้นฟูการสนทนาทางทหารระดับสูงภายหลังไม่กี่ชั่วโมงที่สนธิสัญญาว่าด้วยการลดอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ฉบับใหม่หรือ New START ซึ่งเป็นสนธิสัญญาฉบับสุดท้ายที่ระบุข้อจำกัดเกี่ยวกับคลังอาวุธนิวเคลียร์ของทั้งสองประเทศหมดอายุลง ซึ่งฝ่ายสหรัฐย้ำว่า  ทั้งสองประเทศได้ฟื้นฟูการสนทนาระดับสูงทางทหารที่ถูกระงับเมื่อปี 2021 หลังจากที่บรรลุความคืบหน้าที่มีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์ในการเจรจาต่างๆ ณ กรุงอาบูดาบี ในการประกาศเกี่ยวกับการฟื้นฟูการสนทนาทางทหาระดับสูงสหรัฐ-รัสเซีย  ซึ่งการธำรงการสนทนาทางทหารของสหรัฐกับรัสเซียเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อเสถียรภาพและสันติภาพโลก

ส่วนบรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า  การที่สองประเทศมหาอำนาจด้านนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ฟื้นฟูการสนทนาระดับสูงทางทหารแทนการติดต่อผ่านโทรศัพท์สายด่วนนั้นมีความหมายสำคัญไม่เพียงแต่ต่อความพยายามในการควบคุมการแข่งขันด้านอาวุธเท่านั้น หากยังส่งผลต่อเสถียรภาพโลกด้วย ในสภาวการณ์ที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในโลกนับวันซับซ้อนมากขึ้น นาย ดาริล จี. คิมบอลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของสมาคมควบคุมอาวุธหรือ ACA ของสหรัฐได้ให้ข้อสังเกตว่า  

การที่สนธิสัญญา New START  หมดอายุลง จะทำให้เป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปีที่ทั้งสหรัฐและรัสเซียสามารถเพิ่มจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ที่มีไว้ในครอบครอง นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิด การแข่งขันด้านอาวุธระหว่างสามฝ่ายที่ไม่สามารถควบคุมและอันตราย ไม่เพียงแต่ระหว่างสหรัฐกับรัสเซียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงจีนด้วย”

บรรดาผู้เชี่ยวชาญยังเห็นว่า  การที่สหรัฐและรัสเซียฟื้นฟูการสนทนาทางทหารในช่วงนี้เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นให้แก่การเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงฉบับใหม่แทน New START ในประกาศที่ลงบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ Truth  เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ได้กล่าวว่า สหรัฐ ไม่ยอมรับการขยายเวลาการปฏิบัติสนธิสัญญา New START โดยจะส่งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ทำการหารือเกี่ยวกับสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ฉบับใหม่ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและยั่งยืนมากขึ้น ในหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐเห็นว่า สนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ฉบับใหม่ต้องมีการเข้าร่วมของจีน ซึ่งเป็นประเทศที่เชื่อกันว่ามีคลังอาวุธนิวเคลียร์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก  ถึงแม้ว่าจีนได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวหลายครั้ง ในขณะที่รัสเซียเองก็ไม่ต้องการให้จีนเข้าร่วมเช่นกัน.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คำติชม

ข่าวอื่นในหมวด