นโยบายใหม่ของสหรัฐเพิ่มความไร้เสถียรภาพให้แก่การค้าโลก
Quang Dung- VOV5 -  
(VOVWORLD) -เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ศาลสูงสุดของสหรัฐได้ออกคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการยกเลิกนโยบายจัดเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บังคับใช้เมื่อเดือนเมษายนปี 2025 แต่ทางการประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็กำลังแสวงหาวิธีการด้านนโยบายภาษีนี้ต่อไปภายใต้ฐานกฎหมายอื่นซึ่งปฏิบัติการนี้อาจทำให้การค้าโลกตกเข้าสู่ภาวะไร้เสถียรภาพรอบใหม่
คำวินิจฉัยของศาสสูงสุดสหรัฐระบุว่า มาตรการภาษีที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บังคับใช้เมื่อปีที่แล้วโดยอ้างอิงกฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศหรือ IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหมายความว่า ทางการสหรัฐไม่สามารถใช้มาตรการภาษีนี้และยังต้องคืนภาษีจำนวน1 แสน 7 หมื่น 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่รัฐบาลจัดเก็บในตลอด 1 ปีที่ผ่านมา
ความไร้เสถียรภาพมากกว่าผลประโยชน์
หลังคำวินิจฉัยของศาสสูงสุดสหรัฐ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามกฤษฎีกาเกี่ยวกับการประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าร้อยละ10 ครั้งใหม่ภายใน 150 วันตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 แทนอัตราภาษีเดิมภายใต้กฎหมาย IEEPA ซึ่งมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์และเจ้าหน้าที่ทางการค้าสหรัฐประกาศว่า มีความเป็นไปได้ที่จะปรับเพิ่มภาษีขึ้นเป็นร้อยละ 15 ต่อบางประเทศ บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า อัตราภาษีร้อยละ 10 ครั้งนี้อาจสร้างความได้เปรียบให้แก่บางหุ้นส่วนที่ได้ลงนามหรือกำลังเจรจาทางการค้ากับทางการสหรัฐเนื่องจากต่ำกว่าอัตราภาษีเดิม คำวินิจฉัยดังกล่าวช่วยลดอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐเป็นเกือบครึ่งหนึ่งจากร้อยละ 15.4 ลงเหลือร้อยละ 8.3 ตามการพยากรณ์ของ Global Trade Alert และสำหรับหลายประเทศที่ถูกเก็บภาษีนำเข้าในระดับสูง เช่น จีน บราซิลและอินเดีย อัตราภาษีนำเข้าอาจลดลงในระดับเลขสองหลัก แต่ความผันผวนในปัจจุบันสร้างความเสี่ยงเกี่ยวกับความไร้เสถียรภาพด้านภาษีไม่น้อยเนื่องจากทางการของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการทดแทน นาย Varg Folkman นักวิเคราะห์ของศูนย์วิจัย European Policy Center (EPC) ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เผยว่า นอกจากอัตราภาษีร้อยละ 10 ตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ทางการสหรัฐอาจใช้มาตรา 301 เพื่อเปิดการสืบสวนเกี่ยวกับพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่อัตราการเก็บภาษีใหม่พร้อมความไร้เสถียรภาพใหม่
ส่วนสำหรับผลกระทบที่มีต่อผู้บริโภคสหรัฐ นาย Michael Strain นักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันสถานประกอบการสหรัฐยังเตือนว่า ผลบังคับใช้จากคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลสูงสุดสหรัฐอาจถูกจำกัดเพราะทางการของนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เตรียมแผนการรับมือกับคำวินิจฉัยที่ไม่เป็นที่พอใจแล้ว ดังนั้น ราคาสินค้าอาจเพิ่มขึ้นในปีนี้ ซึ่งนาย Stephen Kates นักวิเคราะห์ทางการเงินของบริษัทการบริการด้านการเงิน Bankrate ที่มีสำนักงาน ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐก็แสดงความเห็นในลักษณะเดียวกันกับข้อสังเกตการณ์ดังกล่าวว่า
“ผมอยากให้ผู้บริโภคและเจ้าของสถานประกอบการเข้าใจว่า การเพิ่มผลประโยชน์และการลดราคาสินค้าทันทียากที่จะเกิดขึ้นเพราะความผันผวนในปัจจุบันอาจเพิ่มความไร้เสถียรภาพ”
ความระมัดระวังและความวิตกกังวล
ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่ได้ลงนามข้อตกลงการค้าใหม่กับสหรัฐมีความระมัดระวังต่อความผันผวนด้านนโยบายภาษีของสหรัฐ โดยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ กระทรวงพาณิชย์จีนได้เผยว่า จีนมีความประสงค์ที่จะร่วมมือกับสหรัฐต่อไปเพื่อปฏิบัติความเห็นพ้องที่ได้บรรลุในการพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ระหว่างประธานประเทศจีน สีจิ้นผิง กับประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ก่อนการเยือนจีนของประธานาธิบดีสหรัฐในระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 2 เมษายน
ส่วนสหภาพยุโรปหรืออียู ซึ่งเป็นหุ้นส่วนการค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐก็มีหลายสาเหตุที่ต้องวิตกกังวล โดยเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ รัฐสภายุโรปได้ตัดสินใจระงับการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้ากับสหรัฐที่ได้บรรลุเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2025 แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐและยุโปหลายท่านย้ำว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงธำรงข้อตกลงนี้ ผู้เชี่ยวชาญ Niclas Frederic Poitiers เผยว่า คำวินิจฉัยของศาสสูงสุดสหรัฐอาจขัดขวางการปฏิบัติข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐกับอียูเพราะสินค้าบางชนิดของอียูอาจถูกเก็บภาษีในระดับสูงกว่าเมื่อนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้ภาษีใหม่ นาย Alberto Rizzi ผู้เชี่ยวชาญที่วิเคราะห์นโยบายในคณะมนตรียุโรปว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือ ECFR เห็นว่า อัตราภาษีใหม่ของสหรัฐอาจทำให้ข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับอียูเป็นสิ่งที่ไร้สาระเพราะอัตราภาษีร้อยละ 15 เป็นอัตราภาษีที่อียูต้องถูกเก็บตามข้อตกลง นอกจากนี้ การใช้อัตราภาษีร้อยละ 10 (อาจเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15) สำหรับทุกเศรษฐกิจก็หมายความว่า อียูไม่สามารถธำรงความได้เปรียบในการแข่งขันเนื่องจากอัตราภาษีต่ำกว่าคู่แข่ง
“ข้อตกลงการค้าสหรัฐ-อียูที่บรรลุเมื่อปีที่แล้ว มี 3 จุดที่เอื้อให้แก่อียูได้แก่ 1 คือความได้เปรียบในการแข่งขัน 2 คือความแน่นอนและ 3 คือการที่ช่วยให้สหรัฐยืนหยัดคำมั่นกับยูเครนต่อไป ผมคิดว่า อียูไม่อยากยกเลิกข้อตกลงนี้แต่ปัจจุบันข้อตกลงที่ได้บรรลุเมื่อปีที่แล้วมีคุณค่าน้อย”
สิ่งที่อียูกำลังต้องเผชิญอาจเป็นคำถามที่ยากจะตอบสำหรับเศรษฐกิจอื่นๆ ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาสหรัฐเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า ประเทศส่วนใหญ่ยังคง ปฏิบัติข้อตกลงการค้าที่ได้ลงนามกับสหรัฐ พร้อมทั้งเตือนว่า ประเทศใดที่พยายาม “เล่นเกม”จะต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่สูงขึ้น แต่บรรดานักวิเคราะห์เห็นว่า ความไร้เสถียรภาพเกี่ยวกับนโยบายด้านภาษีของสหรัฐอาจบังคับให้ประเทศอื่นๆ ต้องมีการปรับตัว.
Quang Dung- VOV5